ผบ.ตร. นัดถกด่วน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมมือออกมาตรการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (๑๒ พ.ค.๖๕) เวลา ๑๔.๓๐ น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
สารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT, เชิญปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, เลขาธิการ ปปง, สำนักงาน
ศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด, กสทช., ก.ล.ต., กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, ธนาคารกรุงไทย และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔ เครือข่าย หารือแนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ อาชญากรรมทางออนไลน์ ที่ขณะนี้กำลังระบาดอย่างหนัก

พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์เมื่อวันที่
๑ มี.ค.-๓๐ เม.ย.๖๕ ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายแจ้งความผ่านระบบ ๒๐,๔๐๐ คดี ความเสียหายเฉลี่ยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาทต่อเดือน มีการแจ้งความเฉลี่ยวันละ ๓๐๐ คดี ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงด้านการเงิน มีคดีที่มีความเชื่อมโยงกันถึง ๓,๒๘๕ คดี ขออายัดเงินไปแล้ว ๖,๔๐๕ บัญชี จากยอดเงิน ๑,๒๒๙,๑๔๐,๑๗๓ บาท โดยสามารถอายัดเงินได้ทัน ๖๒,๕๑๗,๕๑๐ บาท อย่างไรก็ดี คนร้ายเปลี่ยนรูปแบบวิธีการอยู่ตลอดเวลา เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือสะกดรอยจาก
เจ้าหน้าที่ โดยพบว่า คนร้ายมักใช้การโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VOIP) ทำให้ยากต่อการสืบสวนติดตามและมีการจ้างให้บุคคลอื่นเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย หรือที่เราเรียกว่า “บัญชีม้า” จากนั้นจะทำการโอนเงินต่อไปอีกหลายบัญชี โดยบัญชีสุดท้ายจะมีการโอนเงินซื้อเหรียญ “คริปโตเคอเรนซี่ แบบ peer-to-peer” จากแอปแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลต่างประเทศ ทำให้ยากต่อการอายัดเงิน และระบุตัวผู้กระทำผิด

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า จากการหารือในวันนี้ เราได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า

๑. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกหลักเกณฑ์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบัญชีม้า โดยการ กำหนดจำนวนบัญชีที่สามารถเปิดได้ การอายัดแบบจำกัดวงเงิน การจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีม้าระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอายัดเงินต่างบัญชี
ธนาคาร และ ระงับบัญชีม้าด้วยหมายเลขบัตรประชาชนหมายเลขโทรศัพท์, ออกประกาศเพื่อให้ธนาคารจัดทำช่องทางให้ประชาชนสามารถอายัดเงินได้เองผ่านทางแอปของธนาคารและเชิญคู่กรณีไกล่เกลี่ยภายใน ๓ วัน

๒. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะยึดอายัดรัพย์สิน เงินดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานอย่างรวดเร็ว และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

๓. ออกประกาศ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้ค้าขายเหรียญแบบ peer-to-peer และการวางแนวทางในการยึดเหรียญคริปโต
เคอร์เรนซี่จากผู้กระทำความผิด

  1. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับ กสทช. สนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาและใช้อำนาจในการสร้างกลไกการระบุตัวตนตามกฎหมายโดยออกประกาศเพื่อให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
    ดำเนินการดังนี้
    ๔.๑ กำหนดจำนวนซิมสูงสุดที่สามารถลงทะเบียนต่อคนได้ไม่เกิน ๕ ชิม โดยให้ใช้วิธีการลงทะเบียนจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละค่ายโดยตรงเท่านั้น กรณีมีความจำเป็นต้องเปิดมากกว่าที่กำหนดให้ยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาตจาก กสทช. พิจารณา
    ๔.๒ แก้ไขปัญหาคนร้ายส่งข้อความโฆษณา หรือการปลอมเบอร์โทรศัพท์ด้วยการโทรผ่านอินเตอร์เน็ตจะมีการบังคับให้แสดงเป็นเลขศูนย์ทั้งหมด เช่น ๐๐๐๐๐ หรือไม่ต้องแสดงหมายเลขโทรศัพท์ (No Number) เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและประชาสัมพันธ์ พร้อมกับระงับเส้นทางการเชื่อมต่อกับตัวแทนเครือข่ายที่ไม่ได้รับ
    ความร่วมมือในการระบุตัวตนผู้กระทำผิด
    ๔.๓ จัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อให้สามารถตรวจสอบชื่อผู้ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์และประวัติการรับส่งข้อความสั้นย้อนหลังเพื่อให้ช่วยในการระบุตัวตนผู้กระทำความผิด

๕. การแจ้งเตือนและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน (Cyber Vaccine) ผ่านแอปธนาคาร แอพเป๋าตังค์ และ ข้อความสั้นจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่น “ระวังถูกหลอก…ห้ามโอนเงินให้ทุกกรณี หากท่านยังไม่สามารถ
ติดต่อกับผู้รับโอนเงินได้ด้วยการขอเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรไปคุยด้วย”, “เมื่อได้รับสายจากโทรศัพท์อัตโนมัติ..ให้ตัดสายทิ้งทันที” เป็นต้น

ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา คนร้ายมีพันธมิตรในการโยกเงินออกต่างประเทศ แต่ตำรวจต้องทำการสืบสวนอย่างโดดเดี่ยว คนร้ายใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ตำรวจต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมาย ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่วันนี้เราได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จะกำหนดมาตรการที่เข้มงวดและ
รัดกุมมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะทำให้อาชญากรรมทางออนไลน์ลดลง
จึงขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนว่า อย่าตกเป็นเหยื่อหลงโอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครง่ายๆ ต้องตรวจสอบให้ดีก่อน หากมีข้อมูลสงสัยสอบถามได้ที่ สายด่วน บซ.สอท. ๑๔๔๑ หรือ ศูนย์ PCT ๐๘๑-๘๖๖๓๐๐๐
ตลอด ๒๔ ชม. หรือ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ http://www.thaipoliceonline.com

Leave a comment

Design a site like this with WordPress.com
Get started