พล.ต.อ.สมพงษ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย เสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย เตือนภัยออนไลน์
เนื่องจากในรอบสัปดาห์ มีข่าวการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกลวงประชาชน และมีคดีออนไลน์ ที่เกิดขึ้นมาก ได้แก่ การแอบอ้างเป็นศูนย์กระจายสินค้า หลอกให้โอนเงินเพื่อสต๊อกสินค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยคณะทำงาน เป็นห่วงพี่น้องประชาชน ที่อาจจะตกเป็นเหยื่ออีก จึงได้ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดย นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักงานระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย(TBA) แถลงข่าวเตือนภัย เมื่อวันที่ 8 พ.ค.๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.กล่าวว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 เม.ย.-6 พ.ค.2566) มีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์มากที่สุดยังเป็นคดีเดิมๆ 5 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1) คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 2) คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3) คดีหลอกลวงให้กู้เงิน 4) คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ 5) คดีข่มขู่ทางทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center)

พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผบก.ตอท. กล่าวว่า ภัยออนไลน์ที่น่าสนใจและเกิดขึ้นมากในรอบสัปดาห์ เรื่องแรก เป็นเรื่องมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารส่ง SMS และโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหาย มีรายละเอียด ดังนี้

  1. คดีนี้รูปแบบแรก มิจฉาชีพส่งข้อความว่า มีผู้เข้าสู่ระบบธนาคารของผู้เสียหายจากอุปกรณ์อื่น
    หากไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง ให้ผู้เสียหายติดต่อธนาคารทันที โดยเพิ่มเพื่อนใน line กับมิจฉาชีพซึ่งใช้ชื่อธนาคาร และอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแล้วส่งลิงก์มาให้หลงเชื่อและกดลิงก์ เพื่อให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอพพลิเคชันควบคุมเครื่องโทรศัพท์ แล้วโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหาย
    จุดสังเกต
    1) มิจฉาชีพส่งข้อความพร้อมแนบลิงก์คล้ายข้อความจริงจากธนาคาร และใช้ชื่อไลน์คล้ายกับ
    เจ้าหน้าที่ธนาคาร

2) ธนาคารจะใช้หมายเลขโทรศัพท์ของธนาคาร(ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 02)ส่งข้อความ จะไม่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวหรือเบอร์มือถือ หรืออีเมลส่งข้อความ และจะไม่มีการแนบลิงก์ให้กดแต่อย่างใด
วิธีป้องกัน
1) ไม่เปิดอ่านหรือ กดลิงก์ใน SMS แปลกปลอม หรือติดตั้งแอปพลิเคชันที่มิจฉาชีพหลอกให้
ติดตั้ง
2) กรณีมีการส่ง SMS ที่ผิดปกติ ควรโทรศัพท์ตรวจสอบกับ call center ของธนาคารโดยตรง
3) กรณีมีการส่ง Link แปลกปลอม ให้ตรวจสอบจากเวบไซต์ http://www.who.is
4) หากต้องการติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ควรโหลดและติดตั้งจาก Google Play store หรือ
Apple Store เท่านั้น
ธนาคารไม่มีนโยบายการส่งข้อความ SMS แบบแนบลิงก์ทุกชนิด หรือมีข้อความให้แอดไลน์ไอดี หากได้รับ SMS ดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ !!

  1. รูปแบบที่ 2 มิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วแจ้งว่าบัญชีของ
    ผู้เสียหายมีความผิดปกติ หรือติดค้างชำระยอดบัตรเครดิต เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อมิจฉาชีพจะอ้างต่อว่า มีการนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปใช้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แล้วให้โอนเงินไปให้มิจฉาชีพตรวจสอบ
    จุดสังเกต มิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินต่างๆ แล้วเริ่มบทสนทนาพูดคุยโน้มน้าวให้หลงเชื่อ แล้วส่งต่อให้คุยกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ เพื่อให้เกิดความกลัว แล้วให้โอนเงินให้คนร้ายตรวจสอบ
    วิธีป้องกัน
    1) ให้ติดต่อ call center ของธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลโดยตรง เพราะธนาคารไม่มีนโยบายในการ
    โทรศัพท์แจ้งให้ประชาชนโหลดแอพพลิเคชั่น หรือโอนเงินไปตรวจสอบ
    2) กรณีอ้างหน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ให้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลจาก
    หน่วยงานนั้นๆ โดยตรง
    3) ถ้ามีการสนทนาทาง Video call ให้มีสติและสังเกตปากกับเสียงตรงกันหรือไม่ หรือ ภาพและท่าทางมีความผิดปกติหรือไม่

นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักงานระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย(TBA) ผู้แทน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กรณีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารดังกล่าวข้างต้น ขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อโอนเงินไปตรวจสอบ หรือกดลิงก์ทุกประเภท เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1) มาตรการป้องกัน ให้งดการส่งลิงก์ทุกประเภทผ่าน SMS อีเมล และงดส่งลิงก์ขอข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน และเลขบัตรประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย จำกัดจำนวนบัญชีผู้ใช้งาน Mobile Banking (username) ของแต่ละสถาบันการเงินให้ใช้ได้ใน 1 อุปกรณ์เท่านั้น มีการแจ้งเตือนผู้ใช้บริการ Mobile Banking ก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพของลูกค้า (biometrics) เช่น สแกนใบหน้า ในกรณีลูกค้าขอเปิดบัญชีโดยผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงิน (non-face-to-face) หรือทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น โอนเงินมากกว่า 50,000 บาท/ครั้ง หรือมากกว่า 200,000 บาทต่อวัน หรือปรับเพิ่มวงเงินทำธุรกรรมสูงขึ้นจากวงเงินเดิม นอกจากนี้ จะมีการพิจารณากำหนดเพดานวงเงินถอน/โอนสูงสุดต่อวันให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของกลุ่มผู้ให้บริการแต่ละประเภท โดยลูกค้าสามารถขอปรับได้ตามความจำเป็น แต่ต้องยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด 2) มาตรการตรวจจับและติดตามบัญชี หรือธุรกรรมต้องสงสัย ได้กำหนดเงื่อนการตรวจจับและติดตามธุรกรรมเข้าข่ายผิดปกติ หรือกระทำผิด เพื่อรายงานไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีระบบตรวจจับและติดตามบัญชีหรือธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อให้สามารถระงับธุรกรรมได้ทันทีเป็นการชั่วคราวเมื่อตรวจพบ และ 3) มาตรการตอบสนองและรับมือ มีช่องทางติดต่อเร่งด่วน (Hotline) ตลอด 24 ชั่วโมง แยกจากช่องทางให้บริการปกติ
ในส่วนดำเนินการตาม พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 นั้น ทางสมาคมธนาคารไทยขอประชาสัมพันธ์ว่า กรณีเมื่อทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจากบัญชี ให้โทรศัพท์เข้าสายด่วนของธนาคาร ที่ผู้เสียหายมีบัญชีที่ถูกหลอกให้โอนเงินออกอยู่ ทางธนาคารจะระงับธุรกรรมไว้ชั่วคราว แล้วนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ธนาคารอื่นและผู้ประกอบธุรกิจผู้รับโอนทุกทอดทราบและระงับการทำธุรกรรมไว้ทันที จากนั้นให้ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายใน 72 ชั่วโมง(ออนไลน์ที่ http://www.thaipoliceonline.com) และไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำ(เน้นย้ำ!!! ว่าต้องไปพบพนักงานสอบสวน)และจะมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ระงับการทำธุรกรรมภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ข้างต้น และขอย้ำว่ากรณีสงสัยว่าจะถูกมิจฉาชีพหลอกให้โทรสายด่วนของแต่ละธนาคารได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. กล่าวว่า ช่วงนี้มีคดีที่มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นศูนย์กระจายสินค้า หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินสต๊อกสินค้า โดยโฆษณารับสมัครงานใน Facebook ว่าสามารถทำงานที่บ้านได้ โดยไม่เสียค่าสมัคร ไม่ต้องอบรม ผู้เสียหายหลงเชื่อทักสอบถาม มิจฉาชีพคนที่ 1 จึงให้แอดไลน์ มิจฉาชีพคนที่ 2 เพื่อแจ้งรายละเอียดการทำงาน โดยให้ผู้เสียหายเข้าระบบการทำงานสต๊อกสินค้าที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาแล้วให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ และมีขั้นตอนให้เข้าแอปพลิเคชัน Shopee และ Lazada ของจริง จากนั้นให้กดไลค์ กดแชร์สินค้าที่กำหนด แล้วบันทึกหน้าจอส่งให้ดูพร้อมโอนเงินตามมูลค่าสินค้านั้นๆ เข้าบัญชีมิจฉาชีพ ในระบบจะขึ้นว่าผู้เสียหายได้เครดิตและได้เงินค่าคอมมิชชัน 10% ของราคาสินค้าที่ทำงานสต๊อก เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าได้คอมมิชชันจากการทำงานจริง จากนั้นมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายทำภารกิจต่อไปโดยค่าสินค้าและค่าคอมมิชชันมากขึ้น เมื่อสินค้ามีมูลค่าหลักหมื่น หรือหลักแสน มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายทำผิดพลาดไม่สามารถถอนเงินได้
จุดสังเกต
1) มิจฉาชีพแอบอ้างใช้ชื่อบริษัท ห้างร้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น Shopee Wastons Lazada เป็นต้น
2) มิจฉาชีพจะโอนค่าคอมมิชชันในช่วงแรกให้ผู้เสียหายจริงเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ
วิธีป้องกัน
1) กรณีมีการโฆษณารับสมัครงานจากบริษัท ห้างร้านที่มีชื่อเสียง ควรโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดโดยตรง
2) หากมีการกำหนดให้ชำระเงินก่อนแล้วจะได้รับผลตอบแทน ให้พึงระลึกไว้เสมอว่าการชักชวนทำงานดังกล่าวเป็นการหลอกลวง
3) ควรศึกษารายะเอียดให้ถี่ถ้วนก่อนการสมัครงานหรือทำภารกิจใดๆ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่เปิดหรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตร หรือ e-wallet เป็นบัญชีม้า ให้รีบนำบัตรประชาชนไปปิดบัญชีกับธนาคารโดยเร็ว เนื่องจากเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งมีอัตราโทษสูง คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับประชาชนที่ทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจากบัญชี ให้โทรศัพท์สายด่วนของธนาคารเพื่อให้ธนาคารระงับธุรกรรมไว้ชั่วคราว ภายใน 72 ชั่วโมงตามที่ทางสมาคมธนาคารไทยแจ้งให้ทราบ แล้วมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนปากคำโดยด่วน จากนั้นทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งให้ธนาคารระงับธุรกรรมต่อไป และเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้จาก เวบไซต์ และเพจ เตือนภัยออนไลน์ หรือโทรสายด่วน 1441

ด้วยความปรารถนาดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT)

Leave a comment

Design a site like this with WordPress.com
Get started