พ.ต.อ.ภูวดล ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.วรภัทร รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ จัดอบรมผู้ประกอบการศูนย์ตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.)และผู้ให้บริการงานทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์

สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ จัดระเบียบสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีอย่างเป็นรูปประธรรม เพื่อประชาชน เชิญผู้ประกอบการสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ต่อภาษี พ.ร.บ. รถยนต์/รถจักรยานยนต์ เข้าร่วมประชุมรับการอบรมแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กับ ขบวนการแก๊งเคาะกระจกรถยนต์

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม 2566 เวลา14.00 น. ที่ห้องประชุม ศปก. สน.บางซื่อ พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.หญิง ชุติมา ศิริเมธาวี หัวหน้าสอบสวน พ.ต.ท.พูลพัฒน์ ธรรมรัชต์เจริญ รอง ผกก.สส.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.ธีรยุทธ มีเจริญ รอง ผกก.จร.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ พริ้งสกุล รอง ผกก.(สอบสวน)สน.บางซื่อ พ.ต.ท.สุระ ตั้งวัฒนกิตติกุล สว.สส.สน.บางซื่อ พ.ต.ต.พศิน ทิพย์ขำ สว.จร.สน.บางซื่อ เจ้าหน้าที่ผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก จัดอบรมผู้ประกอบการศูนย์ตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.)และผู้ให้บริการงานทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เอกชนบริเวณรอบกรมขนส่งทางบก เพื่อให้ทราบและเข้าใจระเบียบข้อกฎหมายต่างๆอย่างถูกต้อง

เพื่อแก้ไขปัญหาพร้อมป้องกันมิให้มีกลุ่มขบวนการมาก่อเหตุก่อความวุ่นวายความหวาดระแวงการกระทำความผิดในรูปแบบ (แก๊งเคาะกระจกรถยนต์ ) กับประชาชนผู้ที่มาใช้บริการสถานที่ราชการกรมการขนส่งทางบก โดยการจัดให้มีการอบรมมีการอธิบายข้อกฎหมายฐานความผิด และบทลงโทษทางคดี ให้กับผู้เข้ารับการอบรมทุกราย (เพื่อให้รับทราบและแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการชักชวนประชาชนผู้ที่มาติดต่อหน่วยงานราชการกรมการขนส่งทางบก)

เนื่องด้วย ได้รับการร้องเรียนมีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนที่มาติดต่อราชการบริเวณกรมการขนส่งทางบก โดยพฤติการณ์กล่าวคือกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถยนต์ เคาะกระจก อาสาเป็นนายหน้า รับทำทะเบียน ต่ออายุ พ.ร.บ. รับงานโอนรถ เสียภาษีรถทุกประเภท ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันปราบปราม กวดขัน จับกุม และดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดไปแล้วหลายราย พร้อมได้จัดการประชุมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากับผู้ประกอบการสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) จำนวน 12 ราย

โดยใช้แนวทางการปฏิบัติความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่มาใช้บริการต่อภาษี ต่อ พ.ร.บ. รถยนต์/รถจักรยานยนต์ และอื่นๆ ที่กรมการขนส่งทางบกฯ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย พร้อมได้เป็นการจัดระเบียบสังคมบูรณาการอย่างเป็นรูปประธรรม และ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับหน่วยงานราชการกรมการขนส่งทางบกในรูปแบบที่ถูกกฎหมายในการปฏิบัติต่อไป ณ.ห้องประชุม ชั้น 2 สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เขตพญาไท กรุงเทพฯ

พล.ต.ท.ประจวบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ (รอง ผอ.ศจร.ตร.) พร้อม พล.ต.ท. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 เปิดโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลในการอำนวยความปลอดภัยทางถนน ภารกิจการสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยได้จัดทำโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ร่วมกับบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
และได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศจร.ตร.) ขับเคลื่อนโครงการอย่างใกล้ชิด

ตำรวจภูธรภาค 1 ขานรับนโยบายและดำเนินโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัยตำรวจภูธรภาค 1” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ มีความปลอดภัย
ในการใช้รถใช้ถนน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในการปฏิบัติหน้าที่และส่งผล
ต่อภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนภาคีเครือข่ายและข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ
ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 โดยมีกิจกรรมหรือโครงการที่สอดรับกับวัตถุประสงค์ของโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อให้เหมาะสมกับสถาพภูมิศาสตร์และการดำเนินชีวิต
ของประชาชนในแต่ละจังหวัด ดังนี้
1. ภ.จว.สมุทรปราการ โครงการชนท้าย ตายอย่างเดียว
2. ภ.จว.นนทบุรี โครงการลดจุดเสี่ยง เลี่ยงอุบัติเหตุ
3. ภ.จว.ปทุมธานี โครงการโรงงานห่วงใย พนักงานขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100 %
4. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา โครงการ รู้สาเหตุ ลดจุดเสี่ยง เลี่ยงการตาย
5. ภ.จว.อ่างทอง โครงการจ่าเฉย All New
6. ภ.จว.สิงห์บุรี โครงการ สิงห์บุรีปลอดภัย มั่นใจ ทุกเส้นทาง
7. ภ.จว.ชัยนาท โครงการลดแรง ลดเร็ว ลดตาย
8. ภ.จว.ลพบุรี โครงการรณรงค์เยาวชนขับขี่ปลอดภัย
9. ภ.จว.สระบุรี โครงการจราจรไร้รอยต่อ : การบริหารควบคุมสั่งการจราจรโดยใช้ระบบเทคโนโลยี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ตำรวจภูธรภาค 1 มีความมุ่งหวังว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว
จะประสบผลสำเร็จ ประชาชนสามารถสัญจรอย่างปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตลอดจนลดการเสียชีวิต
และบาดเจ็บบนท้องถนน ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นมาตรฐานสากล
ดังนั้น สถานีตำรวจและข้าราชการตำรวจทุกนาย พร้อมดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจริงจังให้เห็นผล
เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนและสังคมได้รับประโยชน์สูงสุด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) รุ่นที่ 4 ณ จังหวัดชลบุรี

วันนี้ (10 ส.ค.66) เวลา 11.45 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ การบริหารจัดการคดีและการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี โดยครั้งนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 4 มีข้าราชการตำรวจฝ่ายสืบสวนและสอบสวนในระดับรองสารวัตรถึงระดับสารวัตร จาก ภ.5 ภ.6 และ สอท. จำนวนกว่า 120 นาย เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 ส.ค.66

การสัมมนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้มีแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centric) การสัมมนาในครั้งนี้จึงจะเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรม ให้มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การอบรมนี้ถือเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติซึ่งจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติในกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การสัมมนานี้จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลูกฝังหลักการในการทำงานโดยการยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง เพิ่มความชำนาญในการประสานงานร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยกระดับมาตรฐานในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศให้อยู่ในระดับสากล

พี่น้องวงการสื่อและมวย ร่วมไว้อาลัยงานขาวดำ

พล.ต.ท เจตนากร นภีตะภัฏ
พ.ต.อ สุขทัศน์  พุ่มพันธ์ม่วง
เสี่ยเน้า  เพชรยินดี
เสี่ย สมหมาย บางกะปิ
เสี่ยโบ๊ท  เพชรยินดี
เสี่ยไกร ว. จักรวุฒิ
นายหัว พร ยะลา
และ แขก ผู้มีเกียรติ อีกมากมาย พวกพ้อง น้องพี่ ร่วมไว้อาลัยในครั้งนี้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยชาวกรุงเทพฯ มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร จำนวน 20 หลัง ผ่าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ประชาชน


วานนี้ (วันที่ 8 สิงหาคม 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม และนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝนแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 หลัง รวมงบประมาณการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 4,494,000 บาท (สี่ล้านสี่แสนเก้าหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีรับมอบศาลาที่พักผู้โดยสาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ร่วมในพิธี ณ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาสะพานใหม่ ถนนพหลโยธิน 50 เขตบางเขน กรุงเทพฯ
.
โครงการสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนมีที่หลบแดด หลบฝน ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และได้ขยายการดำเนินงานไปทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 บัดนี้ การดำเนินงานก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารได้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วรวมจำนวน 50 จุด โดยทางมูลนิธิฯ ได้รับอนุญาตจากสำนักจราจร ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ก่อสร้างตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลงทุกประการ และ ปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
.
กว่า 113 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung
.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคบ.เปิดปฏิบัติการรวบขบวนการขาย “ลอตเตอรี่เงา” พบเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ.,พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รอง ผบก.ปคบ.,พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ., ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายใต้การอำนวยการของ นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล,ผศ.ดร.ธนวรรธน์ ผลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล, พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.วิศรุต บางน้ำเค็ม, พ.ต.ต. ศิษฏพงศ์ ศิริวัฒน์ , พ.ต.ท.อนันต์ บัวแก้ว, พ.ต.ต.มานิตย์ สุ่มมาตย์ , พ.ต.ท.กิตติพศ คงสูงเนิน , พ.ต.ท.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ สว.กก. 1 บก.ปคบ. พร้อมพวก
ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย

  1. นายพลกฤต ไชยคำภา อายุ 32 ปี หมายจับศาลอาญาที่ 2451/2566 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2566
  2. น.ส.พัชรา สร้อยสุวรรณ อายุ 45 ปี หมายจับศาลอาญาที่ 2452/2566 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2566
  3. น.ส.นิชานันท์ แก่นจรรยา อายุ 26 ปี หมายจับศาลอาญาที่ 2453/2566 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2566
  4. นายพรรษศรุต เพิ่มชีวา อายุ 28 ปี หมายจับศาลอาญาที่ 2454/2566 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2566
  5. นายวันชนะ งามล้ำ อายุ 29 ปี หมายจับศาลอาญาที่ 2455/2566 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2566
    ในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบหรือการเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งอันระบุไวในบัญชี ข โดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันจัดให้มีการเล่น ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบหรือการเล่นที่มีลักษณะคล้ายกันโดยมิได้รับอนุญาต ตามมาตรา 4 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ,ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2560 และ ร่วมกันโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีวงเงินการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์”
    พร้อมตรวจยึดของกลาง
    1.เงินสด จำนวน 5,349,000 บาท
    2.รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น แคมรี่ สีขาว ทะเบียน 2 ขฎ 7010 กรุงเทพฯ
    3.รถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน 4ขง 8040 กรุงเทพฯ
    4.รถยนต์ยี่ห้อ เอ็มจี รุ่น แซดเอส สีแดง 2ขร 7602 กรุงเทพฯ
    5.เครื่องนับธนบัตรจำนวน 4 เครื่อง
    6.บัตรเอทีเอ็มจำนวน 115 ใบ และ หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

อายัดบัญชีเงินฝากธนาคาร ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จำนวน 241 บัญชี ดังนี้
1.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวน 15 บัญชี
2.บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด จำนวน 55 บัญชี
3.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวน 96 บัญชี
4.บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด จำนวน 59 บัญชี
จากการตรวจสอบพบมีการถอนเงินสดออกจากบัญชีดังกล่าว จำนวนกว่า 10,700 ครั้ง มีเงินสดที่ถูกถอนออกจากบัญชี จำนวนกว่า 370,000,000 บาท
สถานที่จับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ดังนี้
1.นายพลกฤต ไชยคำภา จับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 12.00 น. สถานที่หน้าคอนโด ถนอมมิตร ตึก 3 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
2.นางสาวพัชรา สร้อยสุวรรณ จับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 12.00 น. สถานที่ตลาดถนอมมิตร แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
3.นางสาวนิชานันท์ แก่นจรรยา จับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 12.45 น. สถานที่ลานจอดรถเพลินนารี่มอลล์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
4.นายพรรษศรุต เพิ่มชีวา จับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 11.55 น. สถานที่ร้านซักรีดเสื้อผ้า (Wash Xpress) ซอยรามอินทรา 40 แยก 4 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
5.นายวันชนะ งามล้ำ จับกุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เวลา 11.55 น. สถานที่ร้านซักรีดเสื้อผ้า (Wash Xpress) ซอยรามอินทรา 40 แยก 4 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์แห่งคดี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษถึง ผบ.ตร.กรณีตรวจสอบแพลตฟอร์มที่กระทำผิดกฎหมายทางออนไลน์ โดย ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแล การปฏิบัติ และได้มอบหมายให้ บก.ปคบ.ทำการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าว โดย ผบก.ปคบ.ได้สั่งการให้ กก.1 บก.ปคบ.ทำการสืบสวนตรวจสอบ จากการสืบสวนตรวจสอบพบแพลตฟอร์มชื่อ xn--12car9d9a1bd9afw5ch9u.com มีพฤติกรรมเสนอขายหรือขายสลากโดยการทำรูปภาพขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายกับสลากกินแบ่งรัฐบาล(ลอตเตอรี่)ที่ออกโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล xn--12caavbb0gckxmfm4chfmh4a3b2agfgd2ah8fmf6fd8izafbgs76coaf4l7f6a6nua.com และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกว่า ๑๔ เว็บไซต์ เพื่อเสนอขายต่อประชาชน ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขายสลากที่ตนจัดทำขึ้นมาเอง เช่นเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดทำและเป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงหน่วยงานเดียว และได้ขายหรือเสนอขายให้กับบุคคลทั่วไปเช่นกัน โดยนำภาพสลากฯ หมายเลขต่างๆ ที่มีการสแกนบันทึกเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ มาเสนอขายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยใช้ตัวแทนนายหน้า หรือบุคคลต่าง ๆ เป็นผู้โฆษณาหาลูกค้ามาซื้อสลากฯ เมื่อลูกค้าเลือกซื้อสลากฯ แล้ว แพลตฟอร์ม xn--12car9d9a1bd9afw5ch9u.com มิได้ส่งมอบสลากให้ลูกค้าแต่อย่างใด ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสลากกินแบ่งในแพลตฟอร์ม xn--12car9d9a1bd9afw5ch9u.com และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันอันเชื่อมโยงกับผู้กระทำผิดและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง ๕ รายข้างต้นได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาข้างต้นจริง พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ.สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ตามหมายจับพร้อมยึดเงินสดที่ได้จากการกระทำความผิด จำนวน 5,349,000 บาท ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปและในวันเดียวกัน (7 ส.ค.66) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ได้ขยายผลนำหมายค้นศาลเข้าทำการตรวจค้นจำนวน 7 จุดดังนี้
จุดที่ 1 นำหมายค้นศาลอาญาที่ ค 569/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นบ้านเลขที่ 38/221 หมู่บ้านแดนทองวิลลเลจ ซ.สุขาภิบาล 5 แยก 3 ถ.สุขาภิบาล 5 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ
จุดที่ 2 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีที่ ค 516/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นคอนโด The Cube Boutique รามอินทรา 109 ห้องเลขที่ 109/13 ชั้น 2 อาคาร A แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ
จุดที่ 3 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีที่ ค 520/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นคอนโด The Origin รามอินทรา 83 Station 537/35 ห้องเลขที่ 401/35 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพฯ
จุดที่ 4 นำหมายค้นศาลอาญาพระโขนง ที่ ค 160/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นบ้านเลขที่ 90/61 หมู่บ้านคาซ่า พรีเมียม อ่อนนุช-วงแหวน ถ.กาญจนาภิเษก แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพ ฯ
จุดที่ 5 นำหมายค้นศาลอาญาพระโขนง ที่ ค 159/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นบ้านเลขที่ 588/151 หมู่บ้านเศรษฐสิริ อ่อนนุช-ศรีนครินทร์ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพ ฯ
จุดที่ 6 นำหมายค้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ ค 129/2566 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ค้นบ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 2 ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ ฯ
จุดที่ 7 นำหมายค้นศาลอาญาพระโขนง ค.161/2566 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2566 บ้านเลขที่ 89/10 ถ.กาญจนาภิเษก แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

นอกจากนี้จากการสืบสวนตรวจสอบพบแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ที่ร่วมกระทำความผิดจำนวน 14 เว็บไซต์ โดย บก.ปคบ.ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขอให้ดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ไว้แล้ว ดังนี้
๑.กองสลากไทยพลัส.com
๒.สลากไทพลัส.com
๓.www.heng80.com
๔.กองสลากไท.com
๕.สลากไท.com
๖.กองสลากใหม่.com
๗.บ้านสลากไท
๘.สลากไททรัพย์.com
๙.สลากไทบ้าน.com
๑๐.พร้อมรวย.com
๑๑.สลากดี.com
๑๒.สลากรวย.com
๑๓.ไทสลาก.com
๑๔.สลากนะ.com

เตือนภัย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล(ลอตเตอรี่)นั้น จึงขอประชาสัมพันธ์ ให้ซื้อกับตัวแทนที่มีการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งได้รับอนุญาตแต่เพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น มีสถานที่ตั้งจำหน่าย หรือตัวแทนจำหน่ายหรือทางแอปเป๋าตังค์เท่านั้น ส่วนแพลตฟอร์มอื่นทางสื่อออนไลน์(สลากกินแบ่งหรือลอตเตอรี่เงา)เป็นการหลอกลวงขายและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากท่านถูกรางวัลอาจไม่ได้รับเงินเพราะไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดังกล่าว

ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ. โทรศัพท์ 06 4964 6478

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”


ตำรวจ ปส. ลุยล้าง 5 เครือข่ายยาเสพติดก่อนลงใต้ ยึดยาบ้า 13.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 520 กก. และคีตามีน 850 กก. เร่งตามล่าผู้ร่วมขบวนการ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิตพุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 และ พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2 พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นโดยเร็ว ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด 5 เครือข่าย ผู้ต้องหา 8 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 13.7 ล้านเม็ด, ไอซ์ 520 กก. และคีตามีน 850 กก.

รายแรก ตำรวจ บก.สกส. ได้สืบสวนทราบว่า นายไพโรจน์ กับพวก มีพฤติการณ์ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือ และจะนำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคกลาง และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีนายทุนผู้ค้ายาเสพติดชาวเมียนมาร์ เป็นผู้ว่าจ้าง จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 27 ก.ค.66 ได้ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมตัวนายไพโรจน์ พร้อมของกลางยาบ้า จำนวนประมาณ 400,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องตู้ลำโพงแบบดัดแปลงด้านหลังเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง และซุกซ่อน ในช่องตัวถังรถในส่วนช่องเก็บสัมภาระท้ายรถยนต์ทะเบียน ขอ 41XX เชียงใหม่ ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลดำเนินคดี และออกหมายจับบุคคลในเครือข่าย ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

รายที่ 2 ตำรวจ ปส.2 ได้สืบสวนขยายผลจับกุมนายธนพัฒน์ หรือเฟส พร้อมยาเสพติดไอซ์ น้ำหนักประมาณ 120 กก. ที่ จ.ชัยภูมิ พบความเคลื่อนไหวของ น.ส.นิติยา ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่แนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์กระบะ ทะเบียน กต-2xxx เลย เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้ร่วมกันวางแผนการจับกุมตามเส้นทางที่ น.ส.นิติยา ใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด จนกระทั่ง เวลาประมาณ 22.00 น. พบรถยนต์ทะเบียน กต-2xxx เลย ในเขตพื้นที่ อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ขับมุ่งหน้าไป จ.สกลนคร เมื่อรถยนต์ขับมาถึงสะพานแม่น้ำยาม ต.อากาศ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ตำรวจ ปส.2 จึงได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจสอบ พบ น.ส.นิติยา เป็นคนขับ ตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ประมาณ 1,300,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในที่นั่งด้านหลังรถยนต์คันดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง พงส.บก.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 3 ตำรวจ ปส. โดยตำรวจ ปส.4 ได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ จนทราบว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเครือข่าย จะลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ จ.ระนอง ไปส่งที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ จนกระทั่งวันที่ 3 ส.ค.66 พบรถยนต์ทะเบียน 3 ฒฌ 6xxx กทม. มีนายมูสเล็ม เป็นผู้ขับขี่ และรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ทะเบียนสงขลา ทำหน้าที่ขับนำทางสำรวจเส้นทาง ขับมุ่งหน้าขาออก สายเอเชีย 41 ผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี เข้าพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจ ปส. จึงได้สกัดจับกุม ผลการตรวจค้นพบ คีตามีน จำนวน 850 ถุง น้ำหนักประมาณ 850 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระสอบท้ายรถยนต์กระบะดังกล่าว จากการสอบถามนายมูสเล็ม ผู้ขับขี่ รับว่าขนยาเสพติดมาจาก จ.ระนอง เพื่อนำไปส่งที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บก.ปส.4 ดำเนินคดี เพื่อสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 4 ตำรวจ ปส.4 ได้สืบสวนทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้เดินทางขึ้นไปรับยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อนำมาส่งมอบให้กับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 ส.ค.66 เวลาประมาณ 13.45 น. พบรถยนต์กลุ่มเป้าหมาย รถยนต์ทะเบียน 3ฒม 3xxx กทม. เป็นรถบรรทุกขนาดเล็กมีลักษณะเป็นตู้ทึบสำหรับบรรทุกสินค้า มีนายโสมนัส เป็นผู้ขับขี่, รถยนต์ทะเบียน 3 ขผ 3xxx กทม. ทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง (คันที่ 1) มีนายยงยุทธ เป็นผู้ขับขี่ และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กย 4xxx กาญจนบุรี ทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง(คันที่2) มีนายอำนาจ เป็นผู้ขับขี่, นายอาลียัส นั่งคู่คนขับ วิ่งผ่านถนนพระราม 2 มุ่งหน้าลงใต้ เข้าเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมารถยนต์ทั้งสามคันทยอยเข้ามาจอด ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจจึงได้จับกุม ตรวจค้นพบของกลางยาบ้า จำนวน 12 ล้านเม็ด, ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 320 กิโลกรัม จากการค้นตัวนายอำนาจ และนายอาลียัส พบอาวุธปืนพกสั้น แบบลูกโม่ ขนาด .38 จำนวน 2 กระบอก และกระสุนขนาด .38 จำนวน 28 นัดจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บก.ปส.4 เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป

รายที่ 5 ตำรวจ สกส. ได้สืบสวนทราบว่าขบวนการขนยาเสพติดของ นายวีระเดช ซึ่งลักลอบขนยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือ จะนำไปส่งให้ลูกค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงวางแผนจับกุม ต่อมาวันที่ 8 ส.ค.66 เวลาประมาณ 23.40 น. ได้พบรถกระบะ MITSUBISHI TRITON สีดำ หมายเลขทะเบียน ฒฐ 28XX กรุงเทพมหานคร, รถกระบะ TOYOTA HILUX REVO สีขาว หมายเลขทะเบียน บพ 39XX พะเยา และรถกระบะ TOYOTA Hilux Revo สีขาวหมายเลขทะเบียน บบ 87XX พะเยา ขับขี่ไปติดไฟแดง บริเวณ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงแสดงตัวเข้าทำการตรวจค้น พบยาเสพติดไอซ์ จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกองผักท้ายกระบะรถ หมายเลขทะเบียน บพ 3983 พะเยา มีนายวีระเดช เป็นผู้ขับขี่ จึงยึดเป็นของกลาง ตำรวจ ปส.จึงจับกุมตัวนายวีระเดช พร้อมของกลางนำส่ง พงส. บช.ปส.ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

สำหรับเดือน ก.ค.66 ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 20 คดี ผู้ต้องหา 36 คน ของกลาง ยาบ้า 18.5 ล้านเม็ด, ไอซ์ 310 กก. และ เฮโรอีน 14 กก.

ทั้งนี้ตำรวจ ปส.(NSB) จะสอบสวนเพื่อขยายผลหาผู้สั่งการขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งชุดสืบสวนขยายผลดำเนินคดีแก๊งค์คนจีนหลอกขายพระเครื่องพร้อมดำเนินคดีเจ้าอาวาสฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งเบาะแสกรณีมีแก๊งค์ชาวจีน ได้มาเช่าที่ภายในวัดเชาชีจรรย์ และได้จำหน่ายพระเครื่องให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยพระเครื่องที่จำหน่ายเป็นพระปลอมราคาถูกและทองปลอม แต่สร้างเรื่องราวจนสามารถจำหน่ายได้ในราคาหลักหมื่น ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พ.ค.66 ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบจนสามารถจับกุมชาวจีนได้จำนวน 12 ราย พร้อมยึดของกลางหลายรายการ และนำตัวส่ง สภ.สัตหีบ ภ.จว.ชลบุรี ดำเนินคดีในความผิดฐาน เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่มีการนำเสนอข่าวแล้วนั้น
กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สืบสวนขยายผลคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและเกิดผลเสียต่อการท่องเที่ยวในสายตาของชาวต่างชาติ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้มีการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับนายทุนและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวทั้งหมดตามกฎหมาย
จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาชาวจีนทั้ง 12 ราย ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีแล้วนั้น ได้มีผู้จัดหาดูแลที่พักและความเป็นอยู่ให้โดยชาวจีนจำนวน 2 ราย คือ นายเจิง เว่ย เย่อ และนายจาง หาง รวมทั้งรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายพระเครื่องจะต้องมีการโอนเงินเข้าบัญชีของชาวจีนทั้ง 2 ราย ดังกล่าว พนักงานสอบสวน สภ.สัตหีบ จึงได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง ดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันเป็นนายจ้าง รับบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลคนต่างด้าวร่วมกันจ้างให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจค้าปลีกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้า ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าสืบค้นทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้อง จนสามารถตรวจยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้หลายรายการ อาทิ บัญชีธนาคาร รถยนต์ หุ้นส่วนบริษัท และบ้านพร้อมที่ดิน มูลค่ารวมมากกว่า 137 ล้านบาทซึ่งจะได้เสนอเรื่องให้ ป.ป.ง. ดำเนินการตรวจยึดทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป
จากนั้น ได้สืบสวนขยายผลจากผู้ต้องหาทั้ง 2 รายพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีการโอนเงินที่ได้จากการหลอกขายพระเครื่องดังกล่าวให้กับผู้ร่วมลงทุนชาวจีนอีกจำนวน 4 ราย นอกจากนี้ ผู้ต้องหาชาวจีนทั้งสองราย ยังได้มีการใช้ให้คนไทย ดำเนินการออกหน้าเช่าที่ของวัดให้ โดยประสานกับเจ้าอาวาสวัดเขาชีจรรย์ โดยที่ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบตามกฎกระทรวง อีกทั้งเงินที่ได้จากการเช่าดังกล่าวก็มิได้นำเข้าบัญชีของวัดแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงได้ขออนุมัติหมายจับดำเนินคดีกับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 ราย และแจ้งข้อกล่าวหา 2 ราย รวมเป็น 6 ราย มีรายละเอียดดังนี้

  1. นายจาง หมิง เฉิน สัญชาติจีน (จับกุม)
  2. นายจาง หง เซี่ยง สัญชาติจีน (จับกุม)
  3. นายชู หุ่ย เฉิน สัญชาติจีน (จับกุม)
  4. นางย่ง หง จู สัญชาติจีน (จับกุม)
    ดำเนินคดีความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
  5. พระครูวิสุทธิ์ธรรมานุสิฐสมศักดิ์ (แจ้งข้อกล่าวหา)
    ดำเนินคดีความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
  6. น.ส.พยอม ผาพิมพ์ ผู้เช่าที่จำหน่ายพระให้กับแก๊งค์คนจีน (แจ้งข้อกล่าวหา)
    ดำเนินคดีความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดย มิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
    นอกจากนี้ จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า นายเจิง เว่ย เย่อ ซึ่งมีภรรยาเป็นบุคคลสัญชาติจีนชื่อ นางซู่ หวัง ได้มีบุตรชายซึ่งมีการจดแจ้งกับนายทะเบียนอ้างว่า เป็นบุตรที่เกิดจาก นายณรงค์ เกรงสำโรง เพื่อให้บุตรชายได้สัญชาติไทย จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 3 คน ที่ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบ ในความผิดฐาน ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายเจิง เว่ย เย่อ และนายณรงค์ฯ แล้ว ส่วนนางซู่ สืบทราบว่าได้เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ได้ดำเนินการออกหมายจับและจะประสานติดตามจับกุมต่อไป
    ในส่วนของการขยายผลตรวจสอบวัดที่มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกับวัดเขาชีจรรย์นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ตม.3 ร่วมกับ ภ.จว.ชลบุรี ตรวจสอบวัดเพิ่มเติมอีก 17 วัด ซึ่งมีคนจีนเช่าแผงขายพระเครื่องภายในวัด ในเขตพื้นที่ จ.ชลบุรี จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มวัดดังกล่าวมีการยกเลิกการขายพระเครื่อง จำนวน 13 วัด รวมถึงวัดเขาชีจรรย์ด้วย และยังมีการขายพระเครื่องอยู่อีก 4 วัด แต่ไม่มีบุคคลสัญชาติจีนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มีการตรวจสอบวัดและสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากนี้ในส่วนการของการดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดเขาชีจรรย์นั้น จะได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าอาวาสและน้องชาย รวมถึงกรรมการวัดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพื่อตรวจยึดทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นคดีที่มีกลุ่มทุนจีนวางแผนเช่าแผงพระเครื่องภายในวัดเชาชีจรรย์ ซึ่งเป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้กว้านซื้อพระปลอมราคาถูกจากหลายแหล่ง นำมาตกแต่งทำกรอบทองปลอม แล้วหลอกขายให้กับนักท่องเที่ยวในราคาแพง ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีการจับกุมชาวจีนที่เป็นคนจำหน่ายพระแล้ว 12 ราย จึงได้ สั่งการให้ขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มนายทุนคนจีนรวม 6 ราย เป็นคนไทยที่ออกหน้าเช่าแผงพระ 1 รายและดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสซึ่งปล่อยให้มีการเช่าแผงดังกล่าวโดยไม่ทำตามขั้นตอนที่กฎกระทรวงกำหนดและไม่นำเงินจากการเช่าแผงดังกล่าวเข้าวัด นอกจากนี้ยังพบกรณีที่มีหนึ่งในผู้ต้องหาชาวจีนมีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่อำเภอ หลอกว่าบุตรชายของตนเป็นลูกของคนไทย เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย จึงได้สั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ที่แจ้งความเท็จทั้งคนไทยและคนจีนในเบื้องต้น หากพบว่ามีบุคคลอื่นหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงขอฝากไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับกรณีแก๊งค์ชาวต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย ขอให้แจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือโทร 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

8ชีวิตร้องผบ.ตร.ถูกลอบยิง19ครั้งคดีไม่คืบผวาหนักปิดไฟกินข้าว ส่วนตำรวจพบเบาะแสขัดแย้งเปิดสักยันต์

นายกฤษ ชันเสือ พร้อมด้วย น.ส.ศิริยากร แทนสมบัติ พร้อมครอบครัวรวม 8 ชีวิตและนายสุวรรณ บัวโรย ประธานศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสมาคมส่งเสริมคุณธรรมตำรวจและช่วยเหลือประชาชน นำพยานหลักฐานเป็นคลิปวิดิโอผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบยิงโดยมีภาพและร่องรอยความเสียหายจากการถูกยิงบริเวณบ้านหลังถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนยิงใส่บ้านพัก ม.4 บ้านหินฮาว ต.นาสี อ.สุวรรณคูหา จว.หนองบัวลำภู รวม 19 ครั้งตั้งแต่เดือน ก.พ.66 -ปัจจุปัน ซึ่งได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้หลายครั้งแต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ ทำให้ครอบครัวต้องอยู่อย่างหวาดกลัวเข้าร้องเรียน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.เพื่อขอความเป็นธรรมและเร่งรัดคดีดังกล่าวเนื่องจากใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว

นายกฤษ เล่าวว่า ห้วงเวลาดังกล่าวได้มีคนร้ายสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้าประมาณ 10 คน สลับหน้ากันครั้งละ2-4คน เข้ามาข่มขู่ถึงที่บ้านพักรวมทั้งใช้อาวุธปืนมาก่อเหตุ ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการที่ตนเองไปร่วมประชุมสมาคมภายในหมู่บ้านที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคอกหมูส่งกลิ่นเหม็นทำให้มีชาวบ้านเดือดร้อน ซึ่งคนในหมู่บ้านได้ขอให้ตนเองช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่ตนเองไม่ได้ทำ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เจ้าของคอกหมูเกิดความไม่พอใจ ยืนยันว่าที่ผ่านมาตนเองไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือมีศัตรูกับใครมาก่อน ระบุด้วยว่าที่ผ่านมาทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยความหวาดระแวง แม้แต่เวลากินข้าวยังต้องปิดไฟกิน เพราะหากคนร้ายเห็นว่ามีคนอยู่บ้านก็จะเข้ามาทำร้ายข่มขู่ รวมทั้งมีการนำระเบิดเพลิงตั้งเวลาด้วยก้านธูปมาซุกซ่อนเพื่อหวังวางเพลิงในบ้าน

ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เข้ามาร่วมก่อเหตุทราบว่ามีความสนิทสนมกับเจ้าของคอกหมูเพราะบางครั้งจะเห็นแวะไปที่บ้านคอกหมู เชื่อว่าน่าจะรู้จักกัน แต่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านและผู้มีอิทธิพลแต่ตนเองทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด

ด้าน พ.ต.อ.ชนาธิป ภาโนมัย ผกก.สภ.สุวรรณคูหา กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวยืนยันว่าหลังรับแจ้งความตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและรวบพยานต่างๆตามที่ผู้เสียหายให้การไว้ รวมทั้งเชิญญาติรวมถึงคนในครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องมาให้ปากคำ แต่พยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนเพียงพอจะดำเนินคดีกับใครได้ แต่ว่าในพื้นที่มีขนาดไม่ใหญ่แต่มีเส้นทางเชื่ยมโยงหลายเส้นทาง จึงเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนนอกพื้นที่

ส่วนประเด็นในเรื่องความขัดแย้งฟาร์มหมูจากการสอบปากคำพบว่าเจ้าของฟาร์มหมูเป็นญาติกับผู้เสียหายจึงมีความเป็นไปได้น้อยที่ทางเจ้าของคอกหมูจะเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งก่อนหน้านี้ทางผู้เสียหายได้ไปบวชพระ 2 ครั้ง หลังศึกออกมาได้เลิกกับภรรยา และกลับไปบวชอีกและไปเรียนสักยันต์และสึกออกมาประกอบอาชีพสักยันต์ในหมู่บ้าน มีคนเข้าออกจำนวนมาก ส่วนสาเหตุจะเป็นเรื่องความขัดแย้งเรื่องสักยันต์หรือไม่ ยังไม่ยืนยันแต่อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานในทุกประเด็น ยืนยันไม่นิ่งนอนใจและจะเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี

ป.ป.ส ขยายผลเครือข่ายส่งยาเสพติดผ่านพัสดุไปต่างประเทศ ยึดทรัพย์ 2 ล้านบาท

วันที่ 6 สิงหาคม 2566 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เปิดเผยถึงการขยายผลปิดล้อมตรวจค้น 3 จุด ในจังหวัด กรุงเทพฯ จันทบุรี และระยอง เพื่อติดตามผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ 2 ราย โดยสามารถยึดทรัพย์สินได้กว่า 2,010,000 บาท

โดยการขยายผลปิดล้อมดังกล่าว เป็นปฏิบัติการของหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) และหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force : SITF) ที่เป็นความร่วมมือของ กรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ศูนย์รักษาความปลอดภัย และ สำนักงาน ป.ป.ส.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 หน่วย AITF ได้จับกุมนายสุรพงศ์ (สงวนนามสกุล) พร้อมเฮโรอีน น้ำหนัก 2.8 กก. ซุกซ่อนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจนผสมรังนก จำนวน 19 ถุง บรรจุอยู่ในพัสดุระหว่างประเทศ จำนวน 2 กล่องเตรียมจัดส่งปลายทางประเทศออสเตรเลีย เหตุเกิดที่ บริษัทขนส่งสินค้าเอกชน เขตบึงกุ่ม กทม.

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า หลังจากการจับกุมตนได้มอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ติดตามขยายผลอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบสวนทราบว่าเครือข่ายดังกล่าวมี นายภูธฤทธิ์ หรือ บอส มีบทบาทเป็นผู้สั่งการ และ น.ส.มัทนา หรือ จ๋อม มีบทบาท เป็นผู้นำยาเสพติดมาส่งให้ นายสุรพงศ์ ชุดปฏิบัติการจึงได้นำหมายค้นเค้าปิดล้อมตรวจค้นใน 3 จุด (กทม. จันทบุรี ระยอง) ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับไหวตัวหลบหนีไปได้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน, รถยนต์, ตู้เซฟ และสมุดบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,010,000 บาท และพบถุงที่ใช้ใส่ยาเสพติดและอุปกรณ์การเสพ ในอพาร์ทเม้นในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. จะดำเนินการสืบสวนพิสูจน์ทราบที่พักของผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 คน เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า กลุ่มลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านพัสดุไปยังต่างประเทศเป็นกลุ่มที่เราต้องจับตาและจัดการอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกไม่เพียงแค่แต่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเราได้มีการจัดตั้งหน่วย AITF และ SITF ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อควบคุมจุดที่นำเข้า-ขนส่งพัสดุหรือสินค้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่กระบวนการหาข่าว ตรวจยึด ไปจนถึงการขยายผล และตนได้เน้นย้ำให้เร่งขยายผลในทุกการตรวจยึดจับกุมพัสดุที่มีการซ่อนยาเสพติด โดยการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านพัสดุ ข้อมูลผู้รับผู้ส่งจะมีการระบุไว้ ซึ่งทำให้สามารถขยายผลถึงขบวนการผู้กระทำผิด และยึดทรัพย์เช่นในกรณีนี้ และต้องขอเน้นย้ำว่าเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการขนส่งพัสดุที่ต้องเข้มงวดในการให้บันทึกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ส่งและผู้รับในการรับ-ส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรณีพบการกระทำผิดกฎหมายด้วย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำว่า บริษัทขนส่งพัสดุต้องในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานของการส่งพัสดุทุกครั้ง และต้องมีการคัดกรองประวิติของผู้ที่จะเข้ามาพนักงาน โดยหากผู้ประกอบการฝ่าฝืน ปล่อยปะละเลยให้มีการขนส่งยาเสพติดผ่านบริษัทของตนเอง จะมีโทษปรับ 50,000 บาทต่อครั้ง หากกระทำผิดซ้ำก็จะพิจารณาโทษทางอาญา หรือ เพิกถอนใบอนุญาต

ภาพคดีเดิมที่เกี่ยวข้อง สืบเนื่องจากวันที่ 25 เม.ย. 66 AITF จับกุมผู้ต้องหา พร้อมเฮโรอีน 2.8 กก. ซุกซ่อนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนผสมรังนก เตรียมจัดส่งปลายทางประเทศออสเตรเลีย

Design a site like this with WordPress.com
Get started