ป.ป.ส.ขยายผลโคเคน ซ่อนในกล่องพัสดุ ต้นทางจากเอธิโอเปีย

วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) ซึ่งประกอบด้วย ศุลกากร กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ศูนย์รักษาความปลอดภัย และสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ตรวจยึดพัสดุต้องสงสัย จำนวน 1 กล่อง ผลจากการตรวจสอบพบ โคเคน 230 กรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผนังใต้กล่องพัสดุบรรจุเสื้อผ้า ต้นทางจากประเทศเอธิโอเปีย ปลายทางจ.สมุทรปราการ ประเทศไทย

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “ตนได้สั่งการให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สืบสวนขยายผล โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตามพัสดุไปจนถึงอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พบผู้ต้องหา 2 ราย เป็นชายชาวต่างชาติผิวสี อายุ 36 ปี และหญิงไทย อายุ 32 ปี เดินทางมารับพัสดุกล่องนั้นด้วยตนเอง จากนั้นเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุม และได้นำผู้ต้องหาเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมในห้องพักจำนวน 2 จุด พื้นที่ จ.สมุทรปราการเพิ่มเติม
ผลการตรวจค้นพบ เฮโรอีนน้ำหนักรวม 194.5 กรัม โคเคนน้ำหนักรวม 7.9 กรัม และสมุดบัญชีเงินฝาก 8 เล่ม”
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวต่อว่า“หลังจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบหาว่ามีขบวนการค้า บุคคลหรือเครือข่ายยาเสพติดใดที่เกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งจากการสืบสวนผู้ต้องหาให้การว่ายาเสพติดที่ได้ลักลอบนำเข้า จะนำไปใช้เสพเองและนำไปแบ่งบรรจุขายให้กับกลุ่มนักเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศในสถานบันเทิงต่าง ๆ สำหรับโทษของการนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) จำคุก 1-15 ปี และปรับ 100,000 – 1,500,000 บาท

โดยในห้วงปีงบประมาณ 2566 (ต.ค.2565 – ปัจจุบัน) หน่วย AITF สามารถสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดโดยเฉพาะโคเคน จำนวน 37 คดี ผู้ต้องหา 17 คน ของกลางโคเคน 45.61 กก. ส่วนใหญ่มาจากประเทศต้นทาง : โปรตุเกส บาร์บาโดส คอสตาริกา เนเธอร์แลนด์ เอธิโอเปีย โคลัมเบีย โดมินิกัน ปานามา ตุรกี สเปน เปรู แอฟริกาใต้ และชิลี
การสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในประเทศเป็นมาตรการที่ สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งมั่นดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ โดยนอกจาการดำเนินการตามแนวชายแดนเรายังได้จัดตั้งความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ท่าอากาศยาน (AITF) และท่าเรือ (SITF) อย่างเข้มงวด โดยได้ร่วมมือกันในการตรวจสอบหาข่าวและตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งหากท่านใดพบเห็นหรือมีข้อมูลเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

พ.ต.อ.ภูวดล ผกก สน.บางซื่อ พร้อม พ.ต.ท.วรภัทร รอง ผกก.ป สน.บางซื่อ และข้าราชการจิตอาสา ร่วมทำความ ดีด้วยหัวใจ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

วันนี้(26ก.ค66) เวลา09.00น.
-พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก สน.บางซื่อ
-พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป สน.บางซื่อ
-พ.ต.ต.สัญญา พิมพ์พา สว.อก.สน.บางซื่อ
-ข้าราชการตำรวจ ชุดจิตอาสาอาสา สน.บางซื่อ พร้อมด้วย
-ผู้อำนวยการ/ผู้ช่วย เขตพญาไท
-ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและพนักงานฯ
-ผู้อำนวยการ exim bank และพนักงานฯ
-เจ้าหน้าที่สำนักงาน เขตพญาไท
-ตัวแทนของหน่วยงานองค์กรภาครัฐ เอกชนร่วมจัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประจำปีพุทธศักราช 2566 ประกอบด้วยกิจกรรมปลูกป่าชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 71พรรษา มหาราชันย์ปลูกเสลาจำนวน 100 ต้น เพื่อความสวยงามและร่มรื่น บริเวณถนนกำแพงเพชร 5 และกิจกรรมพัฒนาทำความสะอาดได้แก่ เก็บเศษใบไม้ กวาดถูทางเดินและทิ้งขยะบริเวณรอบวัด ณ วัดไผ่ตัน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมโทรคมนาคมฯ ชี้แจงการสวมซิม (SIM SWAP)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนกรณีมีการแชร์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการสวมซิม (SIM SWAP) เพื่อควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป จึงได้ร่วมกับสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าว เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2566 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตามที่มีการแชร์ในโซเชียล ว่าขณะนี้มีการหลอกลวงทางเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า SIM SWAP FRAUD เริ่มจากขณะใช้งานโทรศัพท์อยู่ตามปกติ เครือข่ายโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ (Zero Bar) เป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน มีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแจ้งว่ามีปัญหาเครือข่ายสัญญาณมือถือ จากนั้นแนะนำให้กด 1 เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายอีกครั้ง เมื่อกด 1 เครือข่ายจะปรากฏขึ้นทันทีชั่วคราวและจะไม่มีสัญญาณอีกครั้ง (Zero Bar) ช่วงนี้คนร้ายได้ควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป ขณะที่เจ้าของโทรศัพท์จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนใด ๆ เนื่องจากซิมถูกเปลี่ยนขณะที่มือถือถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์
พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รองผบก.ตอท.และ คุณเลิศรัตน์ รตะนานุกูล กรรมการบริหารและประชาสัมพันธ์ สมาคมโทรคมนาคมฯ ได้ชี้แจงว่า กรณีที่อาจโดนมิจฉาชีพสวมรอยหรือลักลอบการใช้ SIM นั้น ปัจจุบันผู้ให้บริการ และ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลได้มีมาตรการป้องกันกรณีการสวมสิทธิ์ออก SIM ทดแทน การแอบอ้าง รวมถึงในแง่เทคนิคซึ่งกรณีดังกล่าวจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้หรือมีความเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการตื่นตระหนก จึงขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า ข้อความที่ส่งต่อกันทางออนไลน์คือ Fake News หากมีผู้ใดได้รับความเสียหายจากการสวมซิม (SIM SWAP SCAM) ดังกล่าว กรุณาแจ้งได้ที่เว็บไซต์สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ http://tct.or.th , http://www.facebook.com/tct.or.th หรือโทร. 02-0033781-2 หรือมีข้อสงสัย ให้โทรแจ้งสายด่วน 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ http://www.thaipoliceonline.com
ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้จาก เว็บไซต์ http://www.เตือนภัยออนไลน์.com หรือโทรสายด่วน 1441

ตำรวจ ปส.(NSB) ปฏิบัติการสกัดขบวนการค้ายา และปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่กว่า 67 จุดทั่วประเทศ ได้ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ยึดทรัพย์กว่า 135 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิตพุ่มวารี ผบก.ขส.พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติด รายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นโดยเร็ว ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถจับกุมผู้ต้องหา 20 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. และมีการเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น กว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 135 ล้านบาท และเร่งขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

รายแรก จากการขยายผลของตำรวจ บก.สกส. ในจับกุมเครือข่ายยาเสพติดพื้นที่ จ.ลพบุรี พบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นชาติพันธุ์ (เผ่าม้ง) ซึ่งมีพฤติการณ์การรับจ้างลำเลียงยาเสพติด ให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ทราบชื่อว่านายจำรัส กับพวก โดยจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทาง จ.เชียงราย นำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคกลาง จึงวางแผนจับกุม จนกระทั่งวันที่ 9 ก.ค.66 เวลาประมาณ 12.30 น. พบรถยนต์ยี่ห้อ FORD RANGER สีฟ้า ทะเบียน บพ 94XX พะเยา ใช้ในการซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด โดยมีนายจำรัส เป็นผู้ขับขี่ และ รถยนต์ ยี่ห้อ HONDA MOBILIO สีขาว ทะเบียน 4 กพ 574 กทม. ใช้ในการคุ้มกัน/สำรวจด่าน โดยมี น.ส.ณกัญญาชนาภัทร และนางสุภาพ เป็นผู้ขับขี่ ตำรวจ ปส.ได้ติดตามรถทั้ง 2 คัน และสามารถจับกุม ได้ที่บริเวณรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ม.6 ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย จากการตรวจค้นพบ ยาบ้า จำนวนประมาณ 3.9 ล้านเม็ด ได้ที่รถคันที่นายจำรัส ขับขี่ โดย น.ส.ณกัญชนาภัทร และนางสุภาพ รับว่าเป็นผู้ขับขี่รถนำสำรวจเส้นทาง จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับผู้บุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

รายที่ 2 ตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนทราบว่าเครือข่ายของ น.ส.อัญชนิสา มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือไปส่งให้ลูกค้า โดยผ่าน จ.นครสวรรค์ จึงทำการสืบสวนจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้น บริเวณถนนพหลโยธินขาเข้า ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.10 น. ได้พบรถยนต์กระบะบรรทุกข้าวโพด ยี่ห้อ โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน 3 ฒต 9xx กทม. ขับขี่เข้ามาบริเวณหน้าด่านตรวจ โดยมี น.ส.อัญชนิสา เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.บุญญิสา นั่งไปด้วย และแสดงอาการพิรุธ จึงได้เรียกตรวจค้น จากการสอบถามผู้ขับขี่แจ้งว่ารับข้าวโพดมาจาก จ.เชียงราย จะนำไปส่งที่ตลาดไทตำรวจชุดจับกุมสังเกตเห็นว่า ข้าวโพดไม่ได้เรียงทับถม และส่งกลิ่นเหม็น จึงได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าทำการเอ็กซ์เรย์ยาเสพติด ที่ตั้งอยู่ในด่านตรวจพยุหะคีรี ผลการเอ็กซ์เรย์และการตรวจค้นพบวัตถุสิ่งแปลกปลอมลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยม มากับข้าวโพดจึงได้นำรถรถยนต์คันดังกล่าวมาตรวจค้น ผลปรากฏว่าพบยาบ้า 1.5 ล้านเม็ด โดยมีข้าวโพดปิดทับอำพรางไว้แล้วปิดคลุมด้วยผ้าใบสีเข้ม จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 3 สืบเนื่องจาก ตำรวจ ปส.2 ร่วมกับ บก.ขส. ได้จับกุมเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่านายตะวันหรือเปียว กับพวก มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนภาคอีสานเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียน ฮง-77XX กทม. เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จึงได้ร่วมกันวางแผนการจับกุม วางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มนายตะวัน จะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จนกระทั่งวันที่ 18 ก.ค.66 เวลากลางคืน ต่อเนื่องวันที่ 19 ก.ค.66 พบรถคันเป้าหมายในเขตพื้นที่ จ.มหาสารคาม ขับมุ่งหน้ามุ่งหน้าไป จ.บุรีรัมย์ จนเข้าเขต จ.นครราชสีมา จึงได้สกัดจับกุมได้ที่บริเวณสถานีน้ำมันในพื้นที่ ต.หนองหัวแรต อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา โดยมีนายตะวันหรือเปียว (เป็นผู้ขับขี่) นางสาวพัณณิตา หรือแป้ง (นั่งคู่คนขับ) และมีนายมาโนช หรือดิว (นอนอยู่ด้านหลัง) พร้อมของกลางเป็นยาเสพติด ไอซ์ 300 กก. บรรจุในกระสอบ จำนวน 8 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ และอาวุธปืนไรเฟิล 1 กระบอก และปืนสั้น 1 กระบอก จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่ง พงส.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4 ตำรวจ ปส.4 (นปส.ภูเก็ต) ได้สืบสวนขยายผลจากการตรวจยึดยาเสพติด ที่ส่งทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ ในภาคใต้ จนทราบว่านายเนติกร และ น.ส.พรนำภา มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต เป็นพาหนะ จึงได้ติดตามเฝ้าระวังบุคคลและรถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งทราบว่า นายเนติกร และ น.ส.พรนำภา ได้ขับรถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต จะไปรับยาเสพติดที่ จ.สมุทรสาคร จึงประสานให้ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สกัดจับรถคันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สามารถสกัดจับกุมรถคันดังกล่าวได้ จากการตรวจค้น พบยาบ้าประมาณ 200 เม็ด และไอซ์ประมาณ 38 กรัม และพบสลิปการส่งพัสดุ จากการสอบถามนายเนติกร และ น.ส.พรนำภา รับว่าไปรับยาเสพติดที่ จ.สมุทรสาคร โดยพัสดุได้ถูกส่งให้กับลูกค้าพื้นที่ จ.ระนอง,จ.สุราษฎร์ธานี ,จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต ตำรวจ ปส.4 จึงขยายผลไปตรวจยึดพัสดุที่ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท Flash Express จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 5 กล่อง ของกลางยาบ้า ประมาณ 160,000 เม็ด และ ไอซ์ 10 กก. จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินการขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 5 ตำรวจ ปส.4 ได้ทำการสืบสวนพบว่า มีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้ได้เดินทางไปรับยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลางและจะนำส่งผู้รับในพื้นที่จังหวัดภาคใต้โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. เป็นพาหนะ และได้ทำการเปลี่ยนทะเบียนรถคันเดียวกัน เป็น กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณทางหลวงสาย 41 อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช จึงตั้งจุดสกัดบริเวณแยกหนองดี ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช จนกระทั่งวันที่ 15 ก.ค.66 รถยนต์เป้าหมาย ยังไม่เข้าจุดสกัด จากการสืบสวนติดตาม ทราบว่า รถคันดังกล่าวได้เปลี่ยนป้ายทะเบียน เป็นทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. และขับหลบหนีมุ่งหน้า อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจ ปส.4 จึงติดตามไปจนถึงพื้นที่ ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และพบรถคันดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นพบยาบ้า 1,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะหลัง ทราบชื่อนายจนุมาศ เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.เบญจวรรณ นั่งข้างคนขับ จากการสอบถาม ผู้ต้องหาทั้งสองรับว่าได้รับยาเสพติดมาจาก จ.สิงห์บุรี เพื่อนำส่งผู้รับที่ จ.สงขลา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.ปส.4 ดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ส่วนรายที่ 6 ก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.4 ทำการสืบสวนทราบว่า จะมีพัสดุบรรจุยาเสพติด ส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน(Kerry Express) จาก จ.เชียงราย ส่งไปยังผู้รับพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 1 กล่อง ตำรวจ ปส.4 จึงติดตามพัสดุ โดยประสานกับบริษัท Kerry Express สาขาเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา จากการตรวจสอบพัสดุ พบว่าหน้ากล่องระบุ ผู้ส่ง “ณัฐนันท์ ผู้รับ คุณเอกชัย ที่อยู่ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ระบุน้ำหนัก 16.350 กก. กำหนดส่งวันที่ 20 ก.ค.66” จากการตรวจสอบชื่อผู้ส่งและผู้รับในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ไม่พบข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลที่น่าเชื่อว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องพัสดุจริง จึงได้ขอความร่วมมือให้เจ้าพนักงานบริษัท Kerry Express ตรวจสอบพัสดุดังกล่าว ผลการตรวจสอบ พบยาบ้าประมาณ 100,000 เม็ด จึงทำการบันทึกตรวจยึดของกลาง นำส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินคดีและจะขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงเดือน ก.ค.66 ตำรวจ ปส. ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น รวม 67 จุด ทั่วประเทศ ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี อุดรธานี ชลบุรี นครพนม เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ สงขลา ฯลฯ โดย บก.ปส. 3 ปิดล้อมตรวจค้น 31 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด 4 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ เช่น รถยนต์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ากว่า 19 ล้านบาท และ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 36 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ ได้แก่ รถยนต์ 7 คัน จยย. 2 คัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ที่ดินพร้อมสวนยางพารา 1 แปลง โฉนดที่ดิน 9 ฉบับ บัญชีธนาคารยอดเงิน 1.1 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 116 ล้านบาท

สรุปผลการจับกุม 6 ราย และปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น มีการจับกุมผู้ต้องหา 20 คน ยึดของกลาง ยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ปิดล้อมตรวจค้นกว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 135 ล้านบาท

ทั้งนี้ตำรวจ ปส.(NSB) จะสอบสวนเพื่อขย¬ายผลหาผู้สั่งการขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป ขณะที่ยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้นพนักงานสอบสวนจะส่งไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยที่กำหนดไว้ อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส.,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นยาเสพติดของกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการทำลายต่อไป

ไทย จับมือ ออสเตรเลีย สานต่อปฏิบัติการ Taskforce Stormลุยปราบเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2566 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) มอบหมายให้นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานในการประชุมระดับผู้บริหารหน่วยงานภาคีตามโครงการปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม ไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติด การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ (Taskforce Storm) และร่วมลงนามในพิธีลงนามขยายกรอบระยะเวลาปฏิบัติการ (Taskforce Storm) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นายปีเตอร์ ไซคอร่า (Peter Sykora) ผู้บังคับการภูมิภาคเอเชีย ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police :AFP) ประจำภูมิภาคเอเชีย ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก ไพรัตน์ เทศพานิช ที่ปรึกษาด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ณ ห้องชิดชัย วรรณสถิตย์ สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง)

นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า ปฏิบัติการ Taskforce Stormมีการลงนามในข้อตกลงครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 โดยมีพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นเป็นสักขีพยานในการลงนามมีเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย ในการจัดการกับปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก และการกระทำผิดยังเชื่อมโยงไปยังอาชญากรรมข้ามชาติมิติอื่น อาทิเช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์และอาวุธสงคราม การก่อการร้าย และการฟอกเงิน

รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยร่วมมือกับ AFP ภายใต้ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm จากจำนวน 20 ปฏิบัติการ เป็นปฏิบัติการที่เสร็จสิ้นแล้ว 6 ปฏิบัติการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 14 ปฏิบัติการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 55 ราย และผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 13 ราย เราสามารถตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดรวมกันได้กว่า 13 ตัน (13,393.44 กก.) ยึดทรัพย์ได้กว่า 1,150,068,648.15 ล้านบาท หรือประมาณ 51 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

จากการดำเนินงานภายใต้ปฏิบัติการ Taskforce Stormที่มีผลการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทั้งในไทย ออสเตรเลีย และผู้ต้องหาที่หลบหนีการจับไปกุมไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งการร่วมมือการดำเนินงานเช่นนี้ของทั้ง 2 ประเทศส่งผลให้การปราบปรามอาชญากรรมใน 2 ประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให้หน่วยงานภาคีทั้ง 5 ได้เห็นชอบให้มีการขยายระยะเวลาปฏิบัติการร่วมออกไปอีก 2 ปี ซึ่งในตอนท้าย ผู้แทนหน่วยงานภาคีทั้ง 5 ได้ลงนามในเอกสารขยายกรอบระยะเวลาดังกล่าว โดยจะมีผลไปจนถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568


ศิริราช หวังคนไทยร่วมกิจกรรมแสงน้ำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ ๙ เฉลิมพระเกียรติ สร้างสุขภาพดี มุ่งให้แผ่นดิน ตั้งเป้า 150,000 คน ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ 29 ตุลาคมนี้

๒๔ กรกฏาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น ๑ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานการจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ ๙ เฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด " คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค " ( No STROKE for all Thais by NEW GEN ) พร้อมด้วย ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และ รศ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชแถลงข่าวความคืบหน้าการจัดโครงการฯ โดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประธานการจัดโครงการฯ , ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช , รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช , นศพ.เขมวิทศว์ ศิริวงศ์ นายกสโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช ผู้แทนคนรุ่นใหม่ , พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาพร ฤกษ์พิบูลย์ อุปนายก สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ /อุปนายกสมาคมชาวสงขลา,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร , ออฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ศิลปิน ดารานักแสดง

กิจกรรม ” เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ( Walk Run Bike Fighting Stork ) จะจัดขี้นในวันอาทิตย์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๖พร้อมกันทั่วประเทศ ค่าสมัครราคา ๓๖๐ บาท / ท่าน พิเศษสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุตั้งแต่ ๖- ๒๔ ปี ราคา ๒๕๕ บาท / ท่าน พร้อมทั้งได้รับเสื้อ ส่วนเหรียญที่ระลึกจะได้รับเมื่อเข้าถึงเส้นชัยในเวลากำหนด สำหรับกรุงเทพมหานครจัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา ๐๔.๐๐ น. – ๐๗.๐๐ น. โดยมีกิจกรรมออกกำลังกาย ๓ กิจกรรม
๑. เดินระยะทาง ๕ กิโลเมตร
๒. วิ่งมินิมาราธอน ๑๐ กิโลเมตร
๓. ปั่นจักรยานระยะทาง ๒๑ กิโลเมตร
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ประสงค์ให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งนี้ขยายระยะเวลารับสมัครกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตครั้งที่ ๙ เฉลิมพระเกียรติ ไปจนถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๖ นี้ รายได้จากการจัดกิจกรรมของโครงการฯนำเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชและจัดสรรเข้าบัญชีแสงนำใจไทยทั้งชาติฯ ระดับจังหวัดเพื่อใช้ในการจัดโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติฯ ในปีต่อไป รวมถึงกิจการเชิงรุกด้านโรคหลอดเลือดสมองในพื้นที่ เพื่อยกระดับการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่มีมาตราฐาน ให้คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองแบบเท่าเทียมกันแม้ในพื้นที่ห่างไกล และทุรกันดาร อีกทั้งค่าสมัครสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ๒ เท่าจากมูลนิธิศิริราช นอกจากได้สุขภาพแข็งแรงแล้วยังเป็นการได้ทำบุญอีกด้วย

CR: ศิริพร จงศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ผลิตรายการคืนคุณให้แผ่นดิน สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานมหาบุญ งานมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566

“ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พร้อมทำทาน” ให้แก่ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ
.
ระหว่างวันนี้ – 11 กันยายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ทำบุญบริจาคชุดข้าวสารอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พร้อม “ทำทาน” ให้ผู้ยากไร้ ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมทำบุญได้ 2 ช่องทาง ดังนี้

  1. ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง และทำบุญบริจาคข้าวสารได้ที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ
  2. ทำบุญผ่านเว็บไซต์ทิ้งกระจาดออนไลน์: https://pttfny.net/newsh
    .
    ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสารกิจกรรม และการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung
    .
    ประเพณีทิ้งกระจาด ถือได้ว่า เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่าอายุการก่อตั้งมูลนิธิฯ กว่า 113 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรกที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเมื่อปี 2565 มูลนิธิฯ ได้ใช้งบประมาณดำเนินการไม่ต่ำกว่า 11.7 ล้านบาท และในปี 2566 นี้ หลังจากที่ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่อนคลายลง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภค ในประเพณีทิ้งกระจาดครั้งอย่างยิ่งใหญ่ เต็มรูปแบบ ทั้ง 4 จังหวัด
    .
    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป
    .
    “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘รองต่อศักดิ์’ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมซ้อมแผนคนร้ายกราดยิง Active Shooter รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 24 ก.ค.66 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุคนร้ายกราดยิง (Active Shooter) โดยมีคณะครูฝึกนำโดย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.1 บก.ทท 1 พ.ต.ท.คงศักดิ์ ศรีโหร รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. พ.ต.ท.ชายวุธ ชายโอฬาร รอง ผกก.ต่อต้านก่อการร้าย บก.สปพและเจ้าหน้าที่สายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ 191 มาเป็นวิทยากร โดยมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 3- มัธยมศึกษาปีที่ 6 และคณะครู-อาจารย์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน รวมฝึกภาคทฤษฎีและปฏิบัติการหนี ซ่อน สู้

โดยการฝึกครั้งนี้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมผู้ปกครอง และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดโครงการ
ฝึกอบรม เพื่อเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุกรณีคนร้ายยิงกราด Active shooter นั้นได้แบ่งเป็น สองส่วนคือการอบรมภาคทฤษฎี และการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งได้ แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อที่ 1 คือการปฏิบัติเพื่อพบ IED ระเบิด ทำให้รู้ว่าเมื่อพบวัตถุเข้าข่ายที่จะเป็นระเบิดควรปฏิบัติตัวอย่างไร หัวข้อที่ 2 คือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อสร้างความรู้เบื้องต้นในการรักษาบาดแผลและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุร้าย เพื่อลดการสูญเสีย และหัวข้อที่ 3 คือ การหนี ซ่อน สู้ ซึ่งจะมีการสาธิตเหตุการณ์จริงว่าเมื่อมีคนร้ายก่อเหตุยิงกราดจะมีวิธีการในการเอาตัวรอดอย่างไร

นอกจากนี้ในกิจกรรมฝึกมีส่วนสถานการณ์จำลองโดยจะมีคนร้ายเข้ามาในสถานที่ที่กำหนดแล้วกราดยิงใส่กลุ่มผู้ฝึกซ้อม เพื่อให้ผู้ฝึกซ้อมใช้ทักษะที่อบรมมาในการปฎิบัติภารกิจ โดยจะสามารถประยุกต์ใช้ในสถานที่ต่างๆ เช่น สถานประกอบการห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สถานที่โล่งแจ้ง เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยออนไลน์ “ระวังคนร้ายอ้าง ThaID โหลดแอปดูดเงิน”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนว่าได้รับข้อความสั้น (SMS) แอบอ้างแอปพลิเคชัน ThaID หลอกให้กดลิงก์ควบคุมโทรศัพท์ เพื่อโอนเงินออกไป
พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยคณะทำงาน จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนว่า ให้ระวังกลุ่มคนร้ายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากแอป ThaID (ไทยดี) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของกรมการปกครองในการแสดงบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านออนไลน์ โดยคนร้ายจะติดต่อผู้เสียหายหลายทาง มีทั้งการแอบอ้างทางโทรศัพท์เข้ามา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ThaiD ปลอม หรือส่ง SMS เข้าโทรศัพท์ผู้เสียหายในชื่อ ThaiD เพื่อให้ผู้เสียหายทำการอัพเดทให้ยืนยันตัวตน หรือ อ้างเหตุผลอื่นๆ ผ่านลิงก์ wsc.fit/62 ซึ่งเป็น LINE Account ชื่อ Thai ID ปลอม เมื่อพูดคุยผ่าน Line แล้วจะหลอกล่อให้ดาวน์โหลดแอพดูดเงิน ซึ่งจะทำให้โทรศัพท์มือถือไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว และคนร้ายจะทำการดูดเงินออกจากโทรศัพท์ผู้เสียหายไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองจึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนทราบ มิให้หลงเชื่อโดยเด็ดขาด
หากได้รับการติดต่อทางทางโทรศัพท์หรือ SMS ดังกล่าว อย่าดาวน์โหลด หรือมีข้อสงสัย ให้โทรแจ้งสายด่วน 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ 1548 กรมการปกครอง และหากเผลอติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมแล้ว ให้รีบตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ถอดซิมโทรศัพท์มือถือออก และแจ้งความตำรวจผ่านระบบ http://www.thaipoliceonline.com
นอกจากนั้น นายชลอ อินทพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณาการฐานข้อมูลกลางภาครัฐ สำนักบริหารการทะเบียน
ผู้แทนกรมการปกครองได้ชี้แจงว่ากรมการปกครอง ไม่มีช่องทางไลน์ทางการ (LINE Official Account) ในการติดต่อกับประชาชน และไม่มีนโยบายในการส่งข้อความสั้น (SMS) ไปยังประชาชนแต่อย่างใด หากประชาชนต้องการดาวน์โหลด
แอปพลิเคชัน “ThaID” (ไทยดี) สามารถดาวน์โหลดหรือติดตั้งผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น และสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตัวเอง หรือลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอ

ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้จาก เว็บไซต์ http://www.เตือนภัยออนไลน์.com หรือโทรสายด่วน 1441

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฎิบัติการสืบสวนเชิงนิติวิทยาศาสตร์ ทางคอมพิวเตอร์ของชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TICAC)

​วันนี้ (24 ก.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการอบรมเชิงปฎิบัติการสืบสวนเชิงนิติวิทยาศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ของชุดปฎิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TICAC) ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีกำหนดการอบรมระหว่างวันที่ 23 – 27 ก.ค.66 ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ จนถึงผู้บังคับหมู่ ในสังกัด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์, ชุดสืบสวน และชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. บช.น./ภ.1-9 , ชุดสืบสวนดิจิทัล ศพดส.ตร.และ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ รวมจำนวนกว่า 216 นาย
​โดยจุดประสงค์ของการจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการสืบสวนทางเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชนทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันอาชญากรรมในรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่และทวีความรุนแรงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากความซับซ้อนภายใต้การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากสังคมยุคใหม่ได้ก้าวไปสู่ยุคข้อมูลดิจิทัลเต็มตัว จึงส่งผลให้คนร้ายพัฒนารูปแบบและวิธีการก่อเหตุโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม ที่เป็นการล่อลวงและประทุษร้ายทางเพศต่อเด็กและเยาวชน สื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคมมากขึ้นและการเข้าถึงอย่างง่ายดายบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ทั้งทางโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำผิดผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตนั้น การนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษเป็นเรื่องที่ยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการสืบค้นหาตัวผู้กระทำผิดมีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านการสืบสวนเชิงนิติวิทยาศาสตร์ ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Forensic Investigation) เพื่อนำมาประยุกต์ร่วมกับเทคนิคการสืบสวนพื้นฐาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการควบคุมปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานที่นำไปพิสูจน์การกระทำความผิดในชั้นศาลได้
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจัดการฝึกอบรมครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างทักษะการสืบสวนเชิงนิติวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Forensic Investigation) โดยมุ่งเน้นการแสวงหาวัตถุพยานดิจิทัลและความเชื่อมโยงต่อการกระทำความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต และเพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้ความสามารถให้กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่สายงานสืบสวนสอบสวนให้เกิดความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการแสวงหาพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Evidence and Online Investigation) โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญซึ่งทรงคุณวุฒิ อาทิ ท่านจตุพร แสงหิรัญ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ,ท่านอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ,อาจารย์ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญ Cyber Security มาให้ความรู้เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการสืบสวนเชิงนิติ วิทยาศาตร์ทางคอมพิวเตอร์ การแสวงหาวัตถุพยานดิจิทัลและความเชื่อมโยงต่อการกระทำความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และยกระดับมาตรฐานแนวทางการปฎิบัติงาน ของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Design a site like this with WordPress.com
Get started