รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖

เวลา ๐๗.๐๐ น.

  • ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระสงฆ์ ๑๗๒ รูป
    ณ บริเวณท้องสนามหลวง กทม.
    ส่วนภูมิภาค ณ สถานที่ที่แต่ละจังหวัดกำหนด หรือวัดใกล้บ้าน

เวลา ๑๘.๐๐ น.

  • ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และวางพานพุ่ม

เวลา ๑๙.๑๙ น.

  • ร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล
    ณ บริเวณท้องสนามหลวง กทม.
    ส่วนภูมิภาค ณ สถานที่ที่แต่ละจังหวัดกำหนด หรือสถานที่ตามความเหมาะสม

สามารถรับชมการถ่ายทอดสด ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

ถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

ร่วมกิจกรรมจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ตลอดเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๖

#กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

#วันเฉลิมพระชนมพรรษา

#พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

#๒๘กรกฎาคม๒๕๖๖

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งการกองปราบปรามขยายผลดำเนินคดีเครือข่ายเว็บพนัน FUN88พบเป็นเว็บที่แอมและสามีเล่นจนเป็นสาเหตุในการก่อคดี

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 เม.ย.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม นางสรารัตน์ฯ หรือแอม ดำเนินคดีในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ และได้ขยายผลดำเนินคดีเพิ่มเติมได้อีกรวมจำนวน 15 คดี จากการวางแผนฆ่าและพยายามฆ่าผู้เสียหาย เพื่อเป็นการล้างหนี้หรือประสงค์ต่อทรัพย์สิน โดยหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แอมก่อเหตุ เกิดจากการติดหนี้การพนันออนไลน์เป็นจำนวนมาก ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ขยายผลกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองปราบปราม สืบสวนขยายผลและดำเนินคดีกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่นางสรารัตน์ฯ และ พ.ต.ท.วิฑูรย์ฯ ผู้เป็นสามีได้เข้าเล่นจนติดหนี้จำนวนมากดังกล่าว
จากการสืบสวนทราบว่า เว็บไซต์การพนันออนไลน์ดังกล่าวคือ FUN88 ซึ่งนางแอมและสามีได้นำเงินเข้าเล่นในเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าวหมุนเวียนกว่า 93 ล้านบาท จึงได้สืบสวนขยายผลถึงเครือข่ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าว และได้ขออนุมัติหมายจับดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องรวมมากถึง 21 คน สามารถติดตามจับกุมได้แล้ว 13 คน ถูกจำคุกในคดีอื่นจำนวน 2 คน และพบเสียชีวิตแล้ว 1 คน ยังเหลือหลบหนีอีกจำนวน 6 คน โดยดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ค.66 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้เปิดปฏิบัติการเข้าค้นเป้าหมายจำนวน 22 จุด ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี สงขลา ตรัง และขอนแก่น ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดของกลางได้รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ประกอบไปด้วยรถยนต์หรู เครื่องประดับและนาฬิกา บัญชีธนาคาร กระเป๋าแบรนด์เนม และบัญชีคริปโตเคอเรนซี่ เป็นต้น จึงได้ทำการตรวจยึดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้สรุปสำนวนดำเนินคดีกับนางสรารัตน์ฯ หรือแอม ไปแล้วจำนวน 15 คดี ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ของไทยอีกหนึ่งคดี ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของการก่อเหตุดังกล่าวมาจากการติดหนี้การพนันออนไลน์ จึงได้สั่งการให้กองปราบปรามดำเนินการขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายเว็บไซต์การพนันออนไลน์ดังกล่าว ซึ่งสามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายได้จำนวนถึง 21 คน จากนั้นได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจุดเป้าหมายมากถึง 22 จุด ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 13 คน และตรวจยึดทรัพย์สินได้รวมมูลค่ามากกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะตรวจยึดตามมาตรการกฎหมายฟอกเงินต่อไป ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ ก็จะติดตามจับกุมมาดำเนินคดีให้ครบทุกราย


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เปิดปฏิบัติการสั่งรวบหัวหน้าแก็งค์ Outlaws พัทยาและ ดำเนินการทางกฏหมายกับสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องรายอื่นๆ


จากกรณีเมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 ที่ผ่านมา นายฮานส์ ปีเตอร์ มัค อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเยอรมันได้หายตัวไป ก่อนจะพบถูกฆ่าหั่นศพ ในพื้นที่ สภ.หนองปรือ ภ.จว.ชลบุรี ซึ่งเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญซึ่งประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในคดีดังกล่าวได้จำนวน 4 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายโอลาฟ ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม OUTLAWS พัทยาอีกด้วย ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น
กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สืบสวนขยายผลเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.2 และ ภ.จว.ชลบุรี สืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าว และหากพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการจับกุมดำเนินคดีทันที เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มแก็งค์ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการขับรถจักรยานยนต์คันใหญ่ มีการรวมตัวกันจากบุคคลหลากหลายสัญชาติ และจะมีการเช่าสถานที่เพื่อใช้นัดรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีหลายจุดอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2, กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี, ตำรวจท่องเที่ยวชลบุรี, สภ.เมืองพัทยา, สภ.หนองปรือ, สภ.นาจอมเทียน และ นปส.พัทยา ได้ร่วมบูรณาการปิดล้อมตรวจค้นจุดต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม OUTLAWS พัทยา ทั้งหมด 8 จุด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ นาย THOMAS GINNER สัญชาติออสเตรีย โดยมีข้อมูลว่าบุคคลดังกล่าวแสดงตนเป็นหัวหน้ากลุ่ม OUTLAWS พัทยา พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 55/57 Meadows ม.17 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นและตรวจยึดสิ่งของภายในบ้านหลังดังกล่าว เช่น รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ HARLEY DAVIDSON และ อุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ OUTLAWS ภายในบ้านหลังดังกล่าว เพื่อนำมาตรวจสอบ ซึ่ง นาย THOMAS GINNER เอง รับว่าเป็นหัวหน้าแกงค์ OUTLAWS พัทยา จริง แต่ได้ถอนตัวแล้วนับแต่เกิดเหตุฆาตกรรม ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้าน พบว่า นาย THOMAS GINNER เตรียเก็บของทำการย้ายหนี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้ตรวจสอบข้อมูลของ นาย THOMAS GINNER ยังพบอีกว่า มีหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ของ สภ.เมืองพัทยา จึงได้จับกุมตัว นาย THOMAS GINNER ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
ในส่วนของเป้าหมายอื่นๆ ในการปฏิบัติการครั้งนี้ มีผลการปฏิบัติดังนี้
1.ตรวจค้นบ้านเลขที่ 21/204 หมู่บ้านโชคชัยการ์เด้นโฮม 2 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของ นาย DANNY ROHDE สัญชาติเยอรมัน โดยมีการตรวจยึด รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น Z900 ทะเบียน 1 กญ 6335 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน อีกทั้งมีการตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกายซึ่งเบื้องต้นพบสารเสพติดในร่างกายของ นาย DANNY ROHDE โดยจะได้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
2. ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 2 ราย ได้แก่ นาย DANIEL THOMAS TOTH สัญชาติอเมริกัน และ นาย THEODOR MATIS สัญชาติสวิส เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
3.เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ มาเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม จำนวนทั้งสิ้น 4 คัน ดังนี้
– รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น V rod muscle ทะเบียน 2ขง-9776 กรุงเทพมหานคร
– รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น Roadking ปี09 ทะเบียน บกจ.-111 กรุงเทพมหานคร
– รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น V rod custom ทะเบียน จธฉ-469 ชลบุรี
– รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น Panamerica ทะเบียน 4ขก-7728 กรุงเทพมหานคร
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากกรณีเคสฆ่าหั่นศพนักธุรกิจชาวเยอรมัน พบว่ามีการรวมกลุ่มกันของกลุ่มนอกกฎหมายซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายประเภท เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ เป็นต้น เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.2, สตม. และท่องเที่ยว ร่วมกันตรวจสอบกลุ่ม OUTLAWS และกลุ่มแก็งค์อื่นๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดในราชอาณาจักร สำหรับกลุ่ม OUTLAWS เบื้องต้นได้มีการจับกุมหัวหน้าแก๊งค์ซึ่งมีหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชนของ สภ.เมืองพัทยา รวมทั้งสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเพิกถอนวีซ่าของสมาชิกที่พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิด จากนี้จะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจตราและสอดส่องกลุ่มเหล่านี้ หากพบการกระทำผิดอื่นใด จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด ขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน หากพบการกระทำผิดของกลุ่มเหล่านี้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สตม.รวบหนุ่มจีน แก๊งค์หลอกเช่ารถไปจำนำ มูลค่าความเสียหายกว่า100ล้านบาท

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์

เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพรผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้
จับผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติดตามหมายจับทางการจีน หนีซุกไทย
สตม. ได้รับมอบหมายจาก ตร. ให้ดำเนินการกรณี สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูลนายป๋อเหวิน (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานลักลอบขนยาเสพติด โดยสำนักงานศุลกากรปักกิ่งได้สืบทราบว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.63 นายป๋อเหวิน ได้ร่วมกับนางเหว่ย (นามสมมติ) หญิงชาวจีน ลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) น้ำหนัก 3,311.3 กรัม โดยทางเรือ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.พ.64 ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกหมายจับนายป๋อเหวินและนางเหว่ย แต่นายป๋อเหวิน ได้หลบหนีออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายป๋อเหวิน ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 15 วัน (VISA ON ARRIVAL) และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผบก.สส.สตม. จึงได้อนุมัติให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ นายป๋อเหวิน และได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามตัวนายป๋อเหวิน เพื่อนำตัวมาดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้ระดมกำลังสืบสวนติดตามหาตัวนายป๋อเหวิน ตามย่านที่พักอาศัย และสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด ต่อมาสืบทราบว่านายป๋อเหวิน จะเดินทางออกจากประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 และงานตรวจคนเข้าเมืองขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรณณภูมิ บก.ตม.2 เพื่อหาตัวนายป๋อเหวิน จนกระทั่งได้พบนายป๋อเหวินขณะรอรับการตรวจอนุญาตให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ได้รับทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม
พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ http://www.immigration.go.th
จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานพิธีปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM)

วันนี้ (19 ก.ค.66) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในพิธีปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ การบริหารจัดการคดีและการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี โดยมีข้าราชการตำรวจฝ่ายสืบสวนและสอบสวนในระดับรองสารวัตรถึงระดับสารวัตร จาก น., ภ.1-9, ก., สตม. และ สอท. จำนวนกว่า 120 นาย เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้

การสัมมนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้มีแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centric) การสัมมนาในครั้งนี้จึงจะเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรม ให้มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติซึ่งจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติในกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การสัมมนานี้จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยกระดับมาตรฐานในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ให้อยู่ในระดับสากล

พล.ต.ท.ธนายุตม์ ผบช.ภ.7 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพร้อมได้กำชับ 7 นโยบาย และนำสิ่งของมอบให้ที่ สภ.บางโทรัด-สมุทรสาคร

วันนี้ 17 กรกฎาคม 2566 ที่สภ.บางโทรัด จว.สมุทรสาคร พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อตรวจเยี่ยมและขับเคลื่อนการยกระดับการบริการประชาชนของสถานีตำรวจตามนโยบายของ ผบ.ตร. ที่สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจำพวกถุงบำรุงขวัญ 20 ถุง น้ำดื่ม 20 แพ็ค ข้าวสารถุงละ 5 ก.ก. 20 ถุง มาม่า 5 กล่อง กาแฟเบอร์ดี้ชนิดซอง 4 ห่อ กระดาษทิชชู่ 1 แพค น้ำมันพืช 1 ลัง น้ำดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์ 1 ลัง อิชิตัน 1 ลังขนมดิวเบอร์รี่ 5 กล่อง ปลากระป๋อง 1 ลัง กาแฟกระป๋อง 1 ถาด รองเท้าแตะผู้ชาย 40 คู่ รองเท้าแตะผู้หญิง 30 คู่ รองเท้าเด็ก 20 คู่ พัดลม 16 นิ้ว 3 ตัวเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด จากนั้น พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 เป็นประธานในการประชุม “ มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด ”

โดยมี พล.ต.ต.จักษ์ จิตตธรรม ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พ.ต.อ.วรพล ยิ่งเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พ.ต.อ.ศุภชัย ศรสุคนแก้ว ผกก.สภ.บางโทรัด คณะ กต.ตร.สภ.บางโทรัด และข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด คอยให้การต้อนรับการตรวจ และ เข้าร่วมการประชุม
พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ผบช.ภ.7 กล่าวในที่ประชุมโดยได้กำชับให้ปฏิบัติดังนี้

1.นำนโยบายรัฐบาล วิสัยทัศน์ ผบ.ตร.” เป็นตำรวจมืออาชีพ ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน” วิสัยทัศน์ตำรวจภูธรภาค 7 “ภักดีองค์ราชันมุ่งมั่นสร้างศรัทธา พัฒนาเป็นมืออาชีพ บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม นำสมัย เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา” และ วิสัยทัศน์ ผบช.ภ.7 ” ทำงานเชิงรุก เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกของประชาชน ” ไปปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

2.ต้องทำงานกันเป็นทีม ยึดมั่นในระเบียบวินัย บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน และดำรงตนอย่างมีเกียรติ

3.การทำงานต้องประกอบด้วย ” หลักการทำงาน 4443 ” 3.1″4 เกาะ” เกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชน/มวลชน/และชุมชน เกาะติดคนร้ายหรือเกาะติดศัตรูของประชาชน และเกาะติดผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเกาะติดลูกน้อง 3.2 “4 ยก” ยกระดับองค์ความรู้ ยกระดับวิธีคิด ยกระดับวิธีการทำงาน และ ยกระดับการใช้ดุลพินิจ 3.3 “4 ทำ” ทำงาน ทำดี ทำบุญ และมีภาวะผู้นำ 3.4 “3 S” Smart Smile Strong

4.ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ กวดขัน กำกับ ดูแล สอดส่องความประพฤติ และพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจภายใต้การปกครองบังคับบัญชา ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ คำสั่ง แบบแผนธรรมเนียมของทางราชการอย่างสม่ำเสมอโดยใกล้ชิด และสร้างขวัญกำลังใจ ความสามัคคี ภาพลักษณ์ของตำรวจให้ดีขึ้น และสร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชนเพื่อให้ยอมรับว่าข้าราชการตำรวจเป็นมิตรที่ดีของประชาชน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริงตามคำสั่งกรมตำรวจ ที่ 1212/2537 ลง 1 ต.ค. 2537 เรื่อง มาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ

5.ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ตรวจสอบควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การกระทำความผิดใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ห้ามมิให้เรียกรับผลประโยชน์ การจับกุมในลักษณะกลั่นแกล้ง มีส่วนพัวพันกับการกระทำความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หากพบว่ามีการกระทำความผิดให้ดำเนินการทางวินัย คดีอาญาและปกครองอย่างถึงที่สุด

6.กำชับให้มีการฝึกทบทวนทางยุทธวิธีทั้งฝ่ายป้องกันปราบปรามและฝ่ายสืบสวนเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้เกิดความคุ้นชินเมื่อต้องปฏิบัติ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียแก่เพื่อนพี่น้องข้าราชการตำรวจ

7.ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ เป็นภารกิจเร่งด่วนของ ผบ.ตร. ให้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อ หากพบการกระทำความผิดดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุด

8.ปัญหายาเสพติดเป็นภารกิจเร่งด่วนของ ผบ.ตร. มุ่งเน้นใช้วิธีการบำบัดยาเสพติดต่อผู้เสพ เพื่อคืนคนดีสู่สังคมตามนโยบายรัฐบาล โดยปฏิบัติการเชิงรุกซักถามถึงแหล่งที่มาและเครือข่าย เพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการติดตามจับกุมและขยายผลต่อไป

9.ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นมีความเข้าถึงและใส่ใจในความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัว อย่างใกล้ชิด คอยช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน ความเป็นอยู่ อย่าปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเคว้งคว้างเผชิญปัญหาเพียงผู้เดียว

10.ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านงานในหน้าที่ ด้านการใช้ชีวิต การครองตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี

11.กำชับความรักความสามัคคีในหมู่คณะ ทำงานเป็นทีม(Teamworks) เคารพซึ่งกันและกันระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง โดยให้ยึดหลักการครองตน ครองคน และครองงาน ณ.สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

ตำรวจท่องเที่ยวสรุปปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในฐานความผิด 10 กลุ่มต้องห้าม ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม ระหว่างวันที่ 1- 13 ก.ค. 66

-ปราบทัวร์และไกด์เถื่อน/ฝ่าฝืนกฎหมาย รวม 37 ราย
-จับกุมยานพาหนะเอาเปรียบนักท่องเที่ยว สูงถึง 135 ราย
-รวมผลการจับกุมในภาพรวม 461 ราย ผู้ต้องหา 489 คน

-Tourist Police special operation to suppress 10 prohibited activities affecting the tourism industry from 1-13 July 2023 resulted in a total 461 arrests including
-37 arrests of violations of the Tourism Business and Guide Control Act and
-135 arrests of exploitative transportation services.

#TouristPolice

#ตำรวจท่องเที่ยว

#CALLCENTER1155

ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นปราบปรามการกระทำความผิดในฐานความผิด 10 กลุ่มต้องห้าม และความผิดอื่นๆ ที่ส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทุกรูปแบบพร้อมกันทั่วประเทศ

วันนี้ (13 ก.ค.66) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. ภายใต้สั่งการของ พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผบช.ทท.ได้ประชุมสรุปผลปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรมการกระทำความผิดในคดี 10 กลุ่มต้องห้าม ,และความผิดอื่นๆ ที่ส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทุกรูปแบบที่ได้ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-13 ก.ค.66 โดยมี รอง ผบก.บก.ทท.1-3 , ผกก.ในสังกัด บก.ทท.1-3 , สว.ส.ทท.ในสังกัด บช.ทท., สว.สืบสวนในสังกัด บช.ทท.ร่วมรายงานผลการปฏิบัติ

โดยตลอดห้วง 13 วันของปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมหน่วยร่วมบูรณาการ สามารถกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 461 ราย ผู้ต้องหา 489 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดเกี่ยวกับทัวร์ด้อยคุณภาพ/ความผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติด และความผิดเกี่ยวกับยานพาหนะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ซึ่งบ่อนทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดีของประเทศ

นอกจากนี้ พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ยังได้เน้นย้ำกับกำลังพลทุกนายว่า ความผิด 10 กลุ่มต้องห้ามเป็นนโยบายของรัฐบาล ของ ตร. และของ บช.ทท.ที่จะป้องกันปราบปรามสกัดอาชญากรรมต่างๆ ที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม บช.ทท.มีหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศตามกฎหมาย และมีหน้าที่พิเศษในการดูแลนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เข้ามาเที่ยวในผืนแผ่นดินไทย ตำรวจท่องเที่ยวมีหน้าที่หลักๆที่กล่าวไปแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ประชุมความคืบหน้าการดำเนินคดีพี่เลี้ยงสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรีพบเด็กเป็นเหยื่อถูกทำร้ายตบตี-เชือกมัด-ขังในห้องน้ำสูงถึง 46 ราย

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 พ.ค.66 สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายของเด็กซึ่งอยู่ใน สถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี ถูกทารุณกรรมด้วยการมัดมือ มัดเท้า และมีการให้เด็กนอนในห้องน้ำ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.สระบุรี พร้อมด้วย พมจ.สระบุรี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กซึ่งอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี และได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น
กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้ประชุมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำเด็กจากสถานสงเคราะห์ดังกล่าวจำนวนทั้งหมด 167 คน เข้ากระบวนการคัดแยกผู้เสียหายร่วมกับสหวิชาชีพ พบว่ามีเด็กตกเป็นเหยื่อ การทารุณกรรมมากถึง 46 ราย ซึ่งถูกพี่เลี้ยงภายในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว ทารุณกรรมหลายรูปแบบ อาทิ การใช้เชือกมัดมือมัดเท้า เอาเทปกาวปิดปาก ขังเด็กไว้ในห้องน้ำหรือห้องเก็บของ การบังคับให้เด็กลงไปในบ่อน้ำทิ้งหรือ ถังขยะ บังคับให้นอนในห้องน้ำ พูดจาข่มขู่และว่ากล่าวอย่างหยาบคาย ใช้มือและเท้าทำร้ายร่างกายเด็ก จนไปถึงการใช้อาวุธ เช่น ไม้บรรทัด ไม้แบด หรือด้ามไม้กวาดตีเด็ก เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันเด็กผู้ตกเป็นเหยื่อทั้งหมด อยู่ในความดูแลของกรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จากการซักถามและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบปากคำพยานมากกว่า 116 ปาก มีเอกสารประกอบสำนวนมากกว่า 3,500 แผ่น และได้แจ้งข้อกล่าวหากับพี่เลี้ยง พยาบาล และผู้ฝึกสอนของสถานสงเคราะห์ รวมทั้งสิ้น 7 ราย ประกอบด้วย

  1. นายอนุชิต หรือเกรียง โค้ชจักรยานในสถานสงเคราะห์ กระทำโดย ใช้เชือกมัดมือเด็ก
  2. น.ส.สุจิตร์ หรือแอ๋ว แม่เลี้ยง กระทำโดย ใช้มือและแท่งเหล็กขว้างทำร้ายเด็ก
  3. นางศิริวรรณ หรือตุ๊ก แม่เลี้ยง กระทำโดย ใช้มือตบ ขังในห้องน้ำและในห้องมืด รวมทั้งข่มขู่เด็ก ฯลฯ
  4. น.ส.นพวรรณ หรือนิ๊ก แม่เลี้ยง กระทำโดย ใช้มือใช้เท้าทำร้ายเด็ก ใช้ไม้ตีทำร้ายเด็ก ฯลฯ
  5. น.ส.จันทิมา หรือจัน แม่เลี้ยง กระทำโดย ใช้มือใช้ไม้ทำร้ายเด็ก รวมทั้งขังเด็กในห้องน้ำ
  6. น.ส.ณัฏฐวรัญญา หรือบุ๊ค แม่เลี้ยง กระทำโดย มัดมือมัดเท้า ขังในห้องน้ำและห้องมืด รวมทั้งจับเด็กลงบ่อน้ำเสีย ฯลฯ
  7. น.ส.เกษพิชชา หรือก้อย พยาบาลในสถานสงเคราะห์ กระทำโดย ใช้โทรศัพท์และใช้ไม้ตีทำร้ายเด็ก

โดยดำเนินคดีในความผิดฐาน ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (ป.อาญา 391), กระทําหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจ (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.26(1)), เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ กักขัง ทอดทิ้ง หรือลงโทษเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล โดยวิธีการรุนแรงประการอื่น เว้นแต่กระทำเท่าที่สมควรเพื่ออบรมสั่งสอนตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ม.61), เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ ที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา ๕ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ.2565 ม.6)

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคดีที่เด็ก ซึ่งเข้ารับการดูแลคุ้มครองภายในสถานสงเคราะห์ กลับถูกเจ้าหน้าที่ภายในสถานสงเคราะห์กระทำการอย่างทารุณโหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือการจับมัดมือมัดเท้า จึงได้สั่งการให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ภ.จว.สระบุรี ดำเนินการสืบสวนปากคำพยานโดยละเอียด โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางและให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของเด็กให้น้อยที่สุด ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ได้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ รวมทั้งหมด 7 ราย และมีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นคดีแรกของประเทศไทย ดังนั้น ขอฝากไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ รอง ผบช.สตม. ร่วมแถลงการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 3 คดีใหญ่

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต. วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.มณุวัฒน์ กอสนาน รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.สำราญ กลั่นมา ผกก.สส.บก.ตม.4, พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี บก.ตม.3, พ.ต.อ.นพดล รักชาติ ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4, พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1.สตม.รวบหนุ่มมะกันอนาจารเด็ก 9 ปี ที่ต่างประเทศ ก่อนหลบหนีซุกไทย

สตม. ได้รับการประสานงานจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมระหว่างประเทศ ณ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรณีผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสหรัฐอเมริกา รายสำคัญ คือ MR.MAYES หรือ นายมาเยส (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติอเมริกา ซึ่งก่ออาชญากรรมอนาจารเด็กอายุ 9 ปี จำนวนหลายครั้ง รวม 8 กระทง แล้วหลบหนีเข้ามาประเทศไทย
บก.สส.สตม. พร้อม ตม.จว.ภูเก็ต จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุม นายมาเยส เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายมาเยส ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ก.ค.65 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 30 วัน ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อประเภทคนอยู่ชั่วคราว (NON-ED) และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผบก.สส.สตม. จึงได้อนุมัติให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ นายมาเยส ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ก.ค.66 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพร้อมกับผู้ช่วยทูต สำนักงานรักษาความมั่นคงทางการทูต ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ทราบว่า นายมาเยสหลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ราไวย์ อ.เมือง จว.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เฝ้ารอจนพบบุคคลลักษณะคล้าย นายมาเยส จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงได้แจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยให้ นายมาเยส ทราบ จากนั้นจึงได้นำตัวส่ง ตม.จว.ภูเก็ต เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2.สตม.รวบขบวนการขนแรงงานเถื่อน หนีหมายจับศาลจังหวัดทองผาภูมิ และหลังสวน

ตม.จว.กาญจนบุรี ร่วมกับ บก.สส.ภ.7 และ สภ.ทองผาภูมิ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายซูก้า (นามสมมติ) และ น.ส.นิตาเว (นามสมมติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทองผาภูมิ ข้อหา ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยเหลือ หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุม และหมายจับศาลจังหวัดหลังสวน ข้อหา ร่วมกันใช้จ้างวานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม
พฤติการณ์กล่าวคือ ก่อนการจับกุมเมื่อเดือน เม.ย.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ได้จับกุมรถขนคนต่างด้าว 3 คัน เป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 89 คน พร้อมคนไทยผู้ร่วมกันให้การช่วยเหลือ จำนวน 4 คน จากการซักถามคนขับรถขนคนต่างด้าวให้การว่ามี “เจ๊ดา” เป็นผู้ว่าจ้าง ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส. นิตาเว ให้ขนคนต่างด้าวจาก จว.กาญจนบุรี ไปส่งที่ จว.สงขลา โดยมี นายซูก้า ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.นิตาเว ทำหน้าที่ขับรถนำทางรถทั้ง 3 คัน และมีลูกน้องของ น.ส.นิตาเว ทำหน้าที่ขับรถปิดท้ายขบวน ต่อมา ตม.จว.กาญจนบุรี ได้รับการประสานจาก บก.ตม.6 ให้ติดตามจับกุม นายซูก้าและน.ส.นิตาเว ตามหมายจับศาลจังหวัดหลังสวน ข้อหา ร่วมกันใช้จ้างวานให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วย ประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม โดยผู้ต้องหามีภูมิลำเนาอยู่ใน จว.กาญจนบุรี
จากการสืบสวนพบว่า นายซูก้า และน.ส.นิตาเว ยังคงมีพฤติกรรมขนคนต่างด้าวและกระทำความผิดซ้ำ ในพื้นที่ สภ.ทองผาภูมิ ซึ่งเมื่อประมาณต้นเดือน พ.ค.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ร่วมกันจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 115 คน ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และยึดรถยนต์จำนวน 2 คัน (คนขับหลบหนีไปได้) สภ.ทองผาภูมิ จึงได้สืบสวนขยายผลและขอศาลจังหวัดทองผาภูมิ อนุมัติหมายจับนายซูก้า และ น.ส.นิตาเว ข้อหา ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยเหลือ หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุม ต่อมา ตม.จว.กาญจนบุรี ได้สืบสวนติดตามตัว นายซูก้า และ น.ส.นิตาเว จนกระทั่งทราบว่าหลบซ่อนที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง อ.ท่ามะกา จว.กาญจนบุรี จึงได้ระดมกำลังเฝ้ารอบริเวณบ้านเช่าดังกล่าว จนพบ นายซูก้า และ น.ส.นิตาเว จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ จึงได้จับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ จว.กาญจนบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

3.สตม. ขยายผลจับกุมเครือข่ายลักลอบขนคนจีนข้ามชาติ

กก.สส.บก.ตม.4, ตม.จว.มุกดาหาร และ ตม.จว.ตาก ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.1 กก.5 บก.ทล. จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ประกอบด้วย คนสัญชาติไทย 1 ราย คือ นายธวัชชัย ในความผิดฐาน ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และคนสัญชาติจีน 5 ราย คือ นายลี้ เชา (นามสมมติ), นายจาง อู่ฉาง (นามสมมติ), นายลี้ อุน ย่าง (นามสมมติ), นายฉู ช่าน (นามสมมติ) และนายหวาง (นามสมมติ)ในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวเดินทางและเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่ง พงส.สภ.คลองขลุง จว.กำแพงเพชร ดำเนินคดีตามกฎหมาย
พฤติการณ์กล่าวคือ ก่อนการจับกุมช่วงกลางเดือน มิ.ย.66 มีคนจีน 3 ราย มาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน ที่ อ.กุฉินารายณ์ จว.กาฬสินธุ์ ว่าถูกกลุ่มคนจีนหลอกลวงพาไปทำงานเป็น
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากการสอบถามทราบว่า คนจีนทั้ง 3 ราย เดินทางเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ก่อนข้ามลำน้ำและถูกนำพาไปส่งต่อเพื่อไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในระหว่างส่งต่อนั้น ได้หลบหนีออกมาและมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมา กก.สส.บก.ตม.4, ตม.จว.มุกดาหาร และ ตม.จว.กาฬสินธุ์ จึงได้ร่วมกันสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาเบาะแสผู้กระทำผิด จนทราบกลุ่มผู้กระทำความผิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกดำเนินคดีนำพาคนจีนคดีอื่นๆ ซึ่งเคยถูกจับกุมไปแล้ว ซึ่งในคราวนี้มีแผนประทุษกรรม คือ กลุ่มผู้กระทำความผิดจะนำพาคนจีนผ่านชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปส่งต่อให้ทีมขนคนทาง จว.ตาก โดยมีจุดนัดพบบริเวณภาคกลาง คือ จว.พระนครศรีอยุธยา, จว.ปทุมธานี และเปลี่ยนถ่ายรถยนต์ให้อีกทีมส่งต่อไปที่ชายแดน จว.ตาก เพื่อพาข้ามพรมแดนไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศพม่า จึงได้ร่วมกันวางแผนติดตามจับกุม และต่อมาเมื่อวันที่ 15 ก.ค.66 กลุ่มผู้กระทำความผิดได้ก่อเหตุอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้สืบสวนติดตามกลุ่มผู้กระทำความผิด และได้ส่งรูปพรรณรถและใบหน้าของกลุ่มผู้ต้องสงสัยและขอความร่วมมือหลายหน่วยงานติดตามสกัดจับ จนสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 1 กม.414-415 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จว.กำแพงเพชร ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.นันทเดช ผบช.ภ.9 เดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.กฤษฏา แก้วจินดี รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.อนุรุธ อิ่มอาบ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.ชนกฤดิ พงษ์ศิริ ผกก.7 บก.ทล. เดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยในสถานการณ์และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถานวัดราษฎร์บูรณาราม หรือ วัดช้างให้ ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน ทำความสะอาด เก็บกวาดขยะ ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณโดยรอบวัด เพื่อให้มีความสะอาด สวยงาม ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดสถานีตำรวจทางด่วน 5 กองกำกับการ 7 และสภ.ปะลุกาสาเมาะ พร้อมทั้งประชุมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้นำศาสนาชาวมุสลิม และมอบเงินให้กับ วัด ชุมชน มัสยิด และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า การตรวจราชการเป็นนโยบายที่ทาง พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เน้นย้ำบำรุงขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำงานในพื้นที่ตลอด 24 ชม. และอยู่ในความขาดแคลนจริงๆ ทั้งในส่วนของกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังอยู่ตรงที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกันทั้ง ฝ่ายปกครองตำรวจทหาร ทหารพราน อาสาสมัคร ที่ทำงานเข็มแข็ง ในวันนี้ไม่ได้มาตรวจเยี่ยมการทำงานของตำรวจเท่านั้น เราให้ขวัญกำลังใจกับทุกหน่วยที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งในวันนี้มีผู้นำศาสนามาร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำโครงการจิตอาสาในเรื่องของความเป็นอยู่ทั้ง 3 จังหวัด อีกทั้งยังได้กิจกรรมโครงการปันสุขผ่านทีมงานจิตอาสา 904ในการทำบ้านให้กับคนที่ไร้บ้าน โดยในห้วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาได้มอบความสุขผ่านการสร้างบ้านไปแล้วกว่า 28 หลัง
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า เราอาจไม่ได้เห็นความสงบสุขในเร็ววัน แต่เรากำลังสร้างความสุขให้พี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ เราอยากได้อะไรกับเขา พี่ก็จะ พยายามให้พวกเขาก่อน ทั้งความรักความจริงใจทุกอย่าง จากที่เราเห็นว่าวันนี้มีผู้นำศาสนากว่า 21 มัสยิดมาร่วมงานเป็นนิมิตหมายที่ดีในส่วนหนึ่ง เฟืองจักรสำคัญกำลังหมุน ความรักความเข้าใจการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนก็พยายามเน้นย้ำการทำโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง คือการสืบสาน รักษา ต่อยอด และการปิดทองหลังพระ สักวันหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามขอบคุณพี่น้องชาวไทยมุสลิมสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และได้เน้นย้ำผู้ปฎิบัติให้ดำเนินการทำซีเอสอาร์ในเรื่องของการทำจิตอาสาเข้ามาในพื้นที่
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า กำชับการปฏิบัติหน้าที่และตรวจสอบอาวุธปืนอย่างเคร่งครัดและมอบนโยบายเกี่ยวกับงานป้องกันปราบปรามโดยกำชับให้ปฏิบัติงานโดยยึดหลักตามยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำให้ผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าในแต่ละชุด ต้องตรวจสอบเพื่อพร้อมทั้งเรื่องสุขภาพของตำรวจ พาหนะและอาวุธประจำกายก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ย้ำให้ผู้กำกับหัวหน้าส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อความสามัคคีในหน่วย

Design a site like this with WordPress.com
Get started