สน.บางซื่อ..สั่งเข้ม!!! จับแก๊งค์มอเตอร์ไซค์ประกบรถยนต์เคาะกระจก อาสาเป็นนายหน้า ต่อทะเบียน-ทำ พ.ร.บ. รับงานโอนรถ เสียภาษีรถ หลังกรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ประชาชนเดือดร้อนร้องเรียนกันมาเป็นจำนวนมาก ถูกแก๊งค์เคาะกระจกรถอาละวาดรอบๆ บริเวณกรมการขนส่งทางบกฯ พื้นที่ สน.บางซื่อ

เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2566 เวลา 11.30 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ พร้อมเจ้าที่ตำรวจ – บางซื่อ 2 บางซื่อ 2-1 ได้จับกุมผู้กระทำความผิดฐาน กระทำการใดๆแก่ผู้อื่นอันเป็นการรังแกข่มเหง คุกคามหรือการกระทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ สั่งดำเนินคดี แจ้งข้อกล่าวหาส่งพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อ ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ และทำประวัติเพื่อไม่ให้มาก่อเหตุหรือมีพฤติการณ์ก่อความวุ่นวายความรำคาญที่เข้าข่ายการกระทำความผิดโดยขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อเหตุก่อความเดือดร้อนรำคาญ ที่บริเวณรอบกรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ กล่าวว่า กลุ่มแก๊งค์ มอเตอร์ไซค์มิจฉาชีพมีพฤติการณ์ คือ ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบรถยนต์เคาะกระจกอาสาเป็นนายหน้าต่อทะเบียน-ทำ พ.ร.บ ขับขี่รถจักรยานยนต์วนไปวนมา สวนทางรถ

ทั้งนี้ ขอชื่นชม พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ และเจ้าหน้าที่ สน.บางซื่อ ทุกท่านทุกนายที่ได้รับทราบเรื่องความเดือดร้อน-ความทุกข์ของพี่น้องประชาชน เคร่งครัดไม่เพิกเฉยส่งเจ้าหน้าตำรวจลงพื้นที่รับผิดชอบไปจัดการและดำเนินการอย่างเร่งด่วนฯ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ใช้รถบนท้องถนนอย่างปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานเปิดการอบรมยกระดับความสามารถการตรวจเรือประมงและแรงงานในเรือประมงของศุนย์ PIPO รุ่น 10

วันนี้ (13 ก.ค.66) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการอบรมสัมมนา ยกระดับขีดความสามารถในการตรวจเรือประมงและแรงงานในเรือประมงของผู้ปฏิบัติงานศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก รุ่นที่ 10 ณ โรงแรมมณีจันทร์ รีสอร์ท จ.จันทบุรี โดยจะอบรมระหว่างวันที่ 12 – 14 ก.ค.66 ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมมาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน และพนักงานสอบสวน รวมจำนวนกว่า 702 คน

การจัดการฝึกอบรมนี้ สืบเนื่องจากการประเมินระดับการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของทางการสหรัฐฯ ซึ่งประเทศไทยได้รายงาน TIP Report และได้รับคำแนะนำเป็นข้อสังเกตว่า ประเทศไทยยังต้องมีการพัฒนาการตรวจแรงงานที่ท่า ซึ่งยังไม่ได้ใช้วิธีการตามมาตรฐานในการตรวจสอบการสูญหายในทะเล และการค้ามนุษย์บนเรือประมง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ยังขาดความสม่ำเสมอและขาดประสิทธิภาพในการตรวจเนื่องจากยังขาดประสบการณ์ ดังนั้น ในปีที่ผ่านมา ศพดส.ตร. จึงได้มีการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงานศูนย์ PIPO ประจำปี 2566 โดยมุ่งพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เพิ่มแนวทางปฏิบัติกรณีพบลูกเรือพลัดตกน้ำ การตรวจหนังสือคนประจำเรือ การตรวจคุ้มครองแรงงานบนเรือประมง และตรวจสภาพแวดล้อมของแรงงานเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้มีแผนที่จะอบรมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO ทั่วประเทศในปีนี้จำนวน 10 รุ่นด้วยกัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การอบรมสัมมนารุ่นนี้ เป็นรุ่นสุดท้ายประจำปีงบประมาณ 2566 เป็นการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มความรู้เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO ซึ่งในปีนี้ ศพดส.ตร. จึงได้มีการพัฒนาคู่มือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO รวมทั้งจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพในการตรวจแรงงานในเรือประมง รวมทั้งสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปอีกขึ้นหนึ่ง และยกระดับประเทศไทยสู่เทียร์ 1 ต่อไป

สตม.ลุยต่อเนื่อง ไปจีนแก้ปัญหาอาชญากรรมคนจีนเข้ามาก่อเหตุกับคนจีนด้วยกันโดยใช้ไทยเป็นแหล่งก่อเหตุ ตามสั่งการ ผบ.ตร.

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการผ่าน พล.ต.ท. ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธ์ุ ผบช.สตม.ให้หาแนวทางมาตรการในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคนจีนเข้ามาก่อเหตุกับคนจีนด้วยกันโดยใช้ไทยเป็นแหล่งก่อเหตุ แล้วหลบหนีออกนอกประเทศ รวมถึงมีบางส่วนเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อหลบหนีการกระทำความผิดมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย อีกทั้งบางส่วนมีพฤติกรรมเข้ามาก่อตั้งรกรากแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด และประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และคณะ เดินทางไปประชุมหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจีน เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม 2566 นั้น ทาง สตม. ได้มีการจับกุมคนจีนได้จำนวนหลายราย ตามที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแจ้งข้อมูลการกระทำผิดมา
เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผบ.ตร. ได้สั่งการผ่าน ผบช.สตม. ให้พล.ต.ต.พันธนะฯ ไปประชุมแสวงหาความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม กับเจ้าหน้าที่ตำรวจมณฑลต่าง ๆ ที่สำคัญในสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางในการสกัดกั้น และป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีประวัติในการกระทำความผิด หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยผ่านตามช่องทางสนามบินและช่องทางด่านต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงติดตามจับกุมผู้ที่มีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้จัดประชุมในวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2566 ซึ่งในครั้งนี้ได้เดินทางไปที่ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้มีการร่วมประชุมกับ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (MPS) สาธารณรัฐประชาชนจีนโดยกรมรักษาความปลอดภัยสาธารณะยูนนาน (PSD) มณฑลยูนนาน หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ มณฑลยูนนาน, กองสืบสวนสอบสวนคดีอาญา, กองสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และศูนย์ประสานงาน 4 ประเทศ
ผลการประชุมหารือได้รับความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละหน่วยเป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ที่ประชุม ได้มีความเห็นว่าให้นำผู้ปฏิบัติงานจริงมาแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง และจะมีการรวบรวมข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมาหารืออีกครั้งในคราวต่อไป รวมทั้งทางตำรวจสาธารณรัฐประชาชนจีนยังได้ประสานข้อมูลผู้ต้องหาที่มีหมายจับที่สำคัญและมีข้อมูลว่าหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยให้ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยช่วยสืบสวน ติดตาม จับกุมให้ จำนวนหลายเป้าหมายและมีการประสานงานร่วมกันเพื่อส่งข้อมูลผู้ต้องหาที่มีหมายจับในสาธารณรัฐประชาชนจีนให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทยลงข้อมูลในระบบเพื่อแจ้งเตือน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสกัดกั้นไม่ให้ผู้ต้องหาเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย ในลักษณะดังกล่าวได้อีก
นอกจากนี้ทางตำรวจสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยสำหรับความร่วมมือเป็นอย่างดีที่ผ่านมา ที่ให้ความร่วมมือช่วยสืบสวน จับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดีสำคัญของทางการจีนมาดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นจำนวนมาก

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เร่งประชุมหารือแนวทางการส่งกลับเด็กนักเรียนต่างด้าว กรณีโรงเรียนในจังหวัดอ่างทองรับนักเรียนผิดหลักเกณฑ์

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.66 ผอ.สำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พมจ.อ่างทอง และตำรวจ สภ.ป่าโมก ภ.จว.อ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กรณีการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนและไม่มีสัญชาติไทยเข้าศึกษาในโรงเรียนดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่ามีนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยมากถึง 126 คน จึงได้ทำการตรวจสอบคัดแยกเหยื่อตามขั้นตอน ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอไปแล้วนั้น

วันนี้ (10 ก.ค.66) เวลา 15.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อัยการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กสทช. ตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย ภ.จว.เชียงราย และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอเมริกา ร่วมประชุมหารือแนวทางในการส่งกลับเด็กและเยาวชนต่างด้าว กลับออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา ผอ.โรงเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในความผิดฐานให้ที่พักพิงบุคคลต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ แล้ว ส่วนเรื่องค้ามนุษย์นั้น จากการซักถามและคัดแยกเหยื่อ ไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ ผอ.โรงเรียนดังกล่าว ได้รับนักเรียนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเข้ามาเรียน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในทางคดีนั้น ทาง สภ.ป่าโมก ได้ดำเนินคดีกับ ผอ.โรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำพาเด็กทั้งหมดมาเรียนที่โรงเรียนแล้วจำนวน 5 ราย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ส่วนในวันนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการส่งกลับเด็กและเยาวชนต่างด้าวทั้ง 126 ราย ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกำหนดแนวทางการส่งกลับนี้ ได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ โดยจะคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยมีผู้แทนของสถานทูตอเมริกาเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยการส่งกลับนี้ จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล

“รองต่อ” ชื่นชมตำรวจขอนแก่น ใช้ยุทธวิธีสยบหนุ่มคลั่งขับรถชนทั่วเมือง


พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ที่ใช้หลักยุทธวิธีในการเข้าระงับเหตุและติดตามจับกุมคนขับรถที่มึนเมายาเสพติดและขับชนรถของประชาชนทั่วไปได้รับความเสียหาย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันนี้ 8 กรกฎาคม 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลงานป้องกันปราบปราม ได้เรียกประชุมสรุปเหตุการณ์ กรณีชายคลุ้มคลั่งขับรถเฉี่ยวชนรถยนต์ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ จำนวน 6 คัน ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ จ.ขอนแก่น และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้นั้น เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 เกิดเหตุชายคลุ้มคลั่งขับรถเฉี่ยวชนรถยนต์และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตัวเมืองขอนแก่น จากนั้นได้ขับหลบหนีและไปเฉี่ยวชนรถของประชาชนรายอื่นๆ ซึ่งสัญจรผ่านไปมาเสียหาย โดยทันทีที่ พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับรายงานได้บูรณาการกำลังทุกฝ่ายทั้ง ฝ่ายป้องกันปราบปราม สืบสวน และ จราจร ออกติดตามและสกัดจับรถคันดังกล่าว ไม่ให้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ก่อเหตุได้ขับหลบหนีไปตามถนนศรีจันทร์-หน้าเมือง-หลังเมือง-รอบเมือง-รื่นรมย์ และ ประชาสโมสร เมื่อมาถึงวงเวียนศาลหลักเมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดก้าวสกัดจับที่วางกำลังไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อุปกรณ์ Stop Stick ซึ่งเป็นอุปกรณ์หยุดรถกรณีฉุกเฉินขวางรถผู้ก่อเหตุไว้ เมื่อรถผู้ก่อเหตุขับเหยียบผ่านไปทำให้ยางรถรั่ว แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอมหยุดรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แบ่งกำลังไล่ติดตามและวางกำลังในเส้นทางที่คาดว่าจะหลบหนี จนผู้ก่อเหตุขับรถเข้าไปในซอยสุภะภีระ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำรถยนต์กระบะมาจอดขวางไว้ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถพุ่งชนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับความเสียหายจนไม่สามารถขับไปต่อได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าควบคุมตัวผู้ขับขี่ไว้ได้ โดยอยู่ในอาการมึนเมายาเสพติด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย , ขับขี่รถประมาทหวาดเสียว , ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย , ขับขี่รถชนแล้วหลบหนี และ ขับขี่รถโดยมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) โดยผิดกฎหมาย” นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกนาย และสั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 4 ถอดบทเรียนเพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษา พร้อมทั้งฝากความห่วงใยไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีโอกาสจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ได้ ให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุสม่ำเสมอ รวมทั้งตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา “ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกนายที่ยึดหลักยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ มีการนำอุปกรณ์ Stop Stick มาใช้ เพื่อลดความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ก่อเหตุ และตัวเจ้าหน้าที่เอง แสดงให้เห็นถึงความพร้อม ความใส่ใจ ความร่วมมือ และความมีมาตรฐาน สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ขอฝากไปยังข้าราชการตำรวจทุกหน่วยให้หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ ฝึกฝนและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชนได้” สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อนุมัติงบประมาณให้แก่ศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปราม โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแล เพื่ออบรมเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกหน่วยทั่วประเทศ อาทิเช่น

• โครงการฝึกอบรมการบริหารเหตุการณ์ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191
• โครงการฝึกอบรมการระงับเหตุของผู้ปฏิบัติงานสายงานป้องกันปราบปราม
• โครงการฝึกทักษะยิงปืนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานป้องกันปราบปราม สืบสวน และจราจร ในสถานีตำรวจ
• โครงการฝึกอบรมการสร้างพื้นที่ข่าวออนไลน์ เป็นต้น
………………………………….

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เรียกประชุมเตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์จากเมียวดี

วันนี้ (7 ก.ค.66) เวลา 15.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) เป็นประธานในการประชุมหารือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจไตรภาคี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ ห้องประชุมตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหลายหน่วยงานเช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สืบเนื่องจากผลการประชุมหารือไตรภาคีว่าด้วยการค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 มี.ค.66 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจไตรภาคีฯ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสามประเทศ ในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกหลอกไปในพื้นที่จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวที่ชายแดนไทย-เมียนมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าวขึ้น โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว โดยเตรียมการในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานที่ ตม.จว.ตาก

วันนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือในการกำหนดแนวทางการจัดกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ภายในศูนย์ประสานงาน รวมทั้งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติในการประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มี นอกจากนี้ยังมีการติดตามความคืบหน้าผลการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์สืบเนื่องจากการประชุมไตรภาคีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อกำหนดแนวทางในการปฏิบัติและการจัดตั้งศูนย์แล้ว จะได้นำผลการประชุมเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร็ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการประชุมไตรภาคีร่วมกันของทั้งสามประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือกันในการช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมา พบการหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานที่จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีแนวทางในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานดังกล่าวขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานความช่วยเหลือผู้เสียหายให้สามารถเดินทางกลับมาตุภูมิของตนเองได้อย่างปลอดภัย โดยหลังจากวันนี้ จะได้มีสรุปแนวทางการจัดศูนย์ประสานงาน เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อเร่งรัดการจัดตั้งศูนย์ให้สามารถเริ่มการปฏิบัติให้ได้โดยเร็ว

พล.ต.อ.วิสนุ จเรตำรวจแห่งชาติ มอบพระนิรันตราย ให้แก่ บช.น.

วันนี้ 7 ก.ค.66 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหลักสูตรรวมมิตร พร้อมกลุ่มนักศึกษารวมมิตร ได้ร่วมกันมอบรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ซึ่งจัดหาจากรายได้ในการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต และแข่งขันกอล์ฟรวมมิตรสามัคคีที่ผ่านมา ให้แก่ สภากาชาดไทย จำนวน 1 คัน และมอบพระนิรันตราย จำนวน 5 องค์ ให้แก่ บช.น. โดยมี พลตำรวจโท ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. และคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ บช.น. เป็นผู้รับมอบ และให้การต้อนรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งมอบรถรับบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย และจัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต สำหรับใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุต่างๆ ให้เพียงพอ ตามหลักคิด “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”

วันนี้ (7 ก.ค.66) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหลักสูตรรวมมิตร พร้อมกลุ่มนักศึกษารวมมิตร ได้ร่วมกันมอบรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ซึ่งจัดหาจากรายได้ในการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต และแข่งขันกอล์ฟรวมมิตรสามัคคีที่ผ่านมา ให้แก่ สภากาชาดไทย จำนวน 1 คัน โดยมีรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับบริจาคโลหิตแบบเคลื่อนที่ ลดปัญหาความขาดแคลนโลหิต สำหรับใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุต่างๆ ให้เพียงพอ ตามหลักคิด “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก” โดยมี พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงาน ก.ตร. , พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร./โฆษก ตร. ,พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี เลขานุการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 , พล.ต.ต.สุนทร อรุณนารา ผู้บังคับการสำนักงาน ก.ต.ช. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยกลุ่มรวมมิตร อาทิ คุณกฤษฎา จีนะวิจารณะ , คุณกนกศักดิ์ ปิ่นแสง , คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์ ร่วมพิธี

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเชิญชวนข้าราชการตำรวจในสังกัดที่มีที่ตั้งอยู่ใน ตร. ร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ สำหรับในส่วนของหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อโลหิตสนับสนุนภารกิจของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต ถือเป็นการทำกุศลอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นผู้ให้ โดย 1 คน จะสามารถบริจาคได้ ครั้งละ 350 – 450 ซีซี สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถึง 3 คน การบริจาคโลหิตเป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี เสียสละเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้งยังเป็นการสำรองโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ และทันต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ

หลังจาก ผบ.ตร. และคณะผู้บังคับบัญชา ได้ส่งมอบรถรับบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทยเรียบร้อยแล้ว ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจข้าราชการตำรวจที่มาร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ณ จุดรับบริจาคโลหิต ห้องโถง ชั้น 1 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย


ตำรวจ ปส.(NSB) สกัดยาบ้ากว่า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 620 กก. ทลาย 7 เครือข่าย ขยายผลจ่อจับผู้สั่งการ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิต พุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ตามนโยบาย ตร. ประกอบกับการเดินหน้าทำลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้น ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถทลาย 7 เครือข่าย ผู้ต้องหา 17 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 620 กก. รถยนต์ 12 คัน ยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องจากการค้ายาเสพติด 8 ล้านบาท

คดีที่ 1 ตำรวจ ปส.(NSB) โดยตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ในวันที่ 12 มิ.ย.66 กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดในภาคอีสาน จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นจำนวนมาก จาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อไปส่งในพื้นที่ตอนใน โดยมีนายสุวิทย์ ใช้รถกระบะยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด สีเทา หมายเลขทะเบียน บร 75xx มหาสารคาม เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ ตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. ได้เฝ้าติดตามในพื้นที่ จนพบรถกระบะเป้าหมายดังกล่าวที่บริเวณสี่แยกบ้านธาตุ จ.สกลนคร จึงได้ติดตามไป จนรถเป้าหมายรู้ตัวว่าถูกติดตามและได้หลบหนีเข้าไปในซอยบ้านพักแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ก่อนจะจับกุมตัวได้พร้อมของกลางยาบ้าที่ซุกซ่อนอยู่ในท้ายกระบะ และในห้องโดยสารรถ 5 กระสอบ รวม 2 ล้านเม็ด จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 2 จากการสืบสวนขยายผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ทางภาคเหนือ ทราบว่านายพีรวัฒน์ กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงในการลำเลียงยาเสพติด โดยจะลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ ไปส่งให้กับผู้รับช่วงต่อในพื้นที่ภาคกลาง ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. จึงวางกำลังติดตาม จนกระทั่งวันที่ 13 มิ.ย.66 เวลาประมาณ 12.50 น. พบรถยนต์ต้องสงสัย ทะเบียน บว 54XX สระบุรี ขับขี่ไปถึงเส้นทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) จึงได้สกัดจับกุม ได้ที่บริเวณลานวัดโคกกระต่ายทอง ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายพีรวัฒน์ เป็นผู้ขับขี่ และมีนายพงษ์ นั่งข้างคู่คนขับ จากการตรวจค้นพบไอซ์ 500 กก. ซุกซ่อนอยู่บริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังคนขับ และซุกซ่อนอยู่ภายในท้ายกระบะ ได้ที่บริเวณลานวัดโคกกระต่ายทอง ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และสามารถสกัดจับกุมนายรักชาติ ผู้ขับขี่รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บห 19XX สระบุรี และนายวิชัย(นั่งคู่คนขับ) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง ในการลำเลียงยาเสพติดครั้งนี้ ได้ที่ บริเวณลานจอดรถตลาดนัด ในพื้นที่ ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายและออกหมายจับติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนี และบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 18 – 19 มิ.ย.66 ตำรวจ ปส.2 ได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายนักค้ายาเสพติด รายสำคัญ จนทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.บึงกาฬ โดยใช้รถยนต์ขับผ่านเส้นทาง จ.บึงกาฬ, จ.สกลนคร, จ.อุดรธานี, จ.ขอนแก่น, จ.ชัยภูมิ จึงติดตามความเคลื่อนไหว ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย.66 พบรถยนต์เป้าหมายวิ่งผ่านถนนหมายเลข 201 ถนนชัยภูมิ-สีคิ้ว บริเวณหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นรถที่มีการบรรทุกสิ่งของอย่างหนัก ก่อนจะจอดรถนานผิดปกติ ตำรวจ ปส.2 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบนายธนพัฒน์หรือเฟส เป็นผู้ขับขี่ พบไอซ์ บรรจุในถุงชาสีเขียวอ่อน 3 กระสอบ จำนวน 120 ก้อน น้ำหนัก 120 กก. ซุกซ่อนในห้องโดยสารด้านหลังคนขับ สอบสวนนายธนพัฒน์ รับว่า ลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 5 ครั้ง โดยได้รับค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วน เงินที่เหลือจะได้รับเมื่องานสำเร็จ จากนั้นจึงจับกุมและนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.66 ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. ได้ขยายผลจากการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในภาคกลาง จนสามารถจับกุมนายปกรณ์ และนายฉัตรชัย โดยจากการสืบสวนพบว่านายฉัตรชัย จะนำยาเสพติดจากพื้นที่ จ.สุโขทัย ไปส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้เฝ้าติดตามจับกุม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บม 35XX สุโขทัย กำลังลำเลียงยาเสพติด ที่บริเวณถนนในพื้นที่ จ.อยุธยา จึงได้ทำตรวจค้นจนสามารถ จับกุมนายฉัตรชัย ได้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ สาขาโก่งธนู จ.ลพบุรี พร้อมยาบ้าที่ถูกซุกซ่อนไว้บริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และท้ายกระบะโดยมีผ้าใบสีดำคลุมปิดอำพรางไว้ รวม 3 ล้านเม็ด และสามารถสกัดจับกุมนายปกรณ์ ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บน 66XX ตาก ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจด่าน ได้ที่บริเวณริมถนนในพื้นที่ หมู่ 1 ต.สำพะเนียง อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.66 ตำรวจ ปส. 3 จับกุม นายเจษฎากร และนายอภิเษก พร้อมยาบ้า 6 ล้านเม็ด โดยก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.3 สืบทราบว่าเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาบ้าจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เข้ามาซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนจะส่งมอบให้กับเครือข่าย โดยใช้รถกระบะในการลำเลียง จึงนำกำลังเฝ้าติดตามรถเป้าหมาย พบรถกระบะ บว-66XX สระบุรี จอดอยู่บริเวณท้ายถนนบ้านน้ำลัดซอย 16 หมู่ 3 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย จนกระทั่งเวลา 23.00 น. พบนายอภิเษก ขับขี่รถจักรยานยนต์และมีนายเจษฎากร ซ้อนท้ายก่อนลงรถจักรยานยนต์ แล้วขับรถกระบะเป้าหมายออกไป ตำรวจ ปส.3 จึงติดตามไปจับกุมได้ที่ บริเวณแยกห้วยปลากั้ง ถ.เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตรวจค้นในรถพบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่บริเวณในห้องโดยสารและท้ายรถกระบะ รวม 6 ล้านเม็ด และได้ติดตามไปจับกุมนายอภิเษก ได้ที่บริเวณแยกขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.1 ร่วมกับ บก.ขส. และ ปส.2 จับกุม 6 ผู้ต้องหา คือ นายเจริญชัย หรือโจ, น.ส.เกศินี หรือแกล้ม, นายสุพรรณ หรือเบ็นซ์, น.ส.รัฐชิตา หรือเบ็นซ์, นายโยธณัฐ หรือดรีม และ น.ส.ธิติมา หรือทิพย์ โดยก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.1 สืบสวนทราบว่าเครือข่ายของนายสุพรรณ หรือเบนซ์ จะใช้รถยนต์ 3 คัน ลำเลียงยาเสพติดมาจากริมฝั่งแม่น้ำโขงด้าน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขับรถมุ่งหน้า จ.นครราชสีมา จึงได้สะกดรอยติดตาม และสามารถสกัดจับได้บริเวณสถานีน้ำมัน ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ต่อเนื่อง บริเวณสถานีน้ำมัน (ขาเข้า) ต่อเนื่องบริเวณถนนมิตรภาพ ตรวจค้นภายในห้องโดยสารรถพบยาบ้า 9 กระสอบ และอีก 3 กระสอบ อยู่ด้านท้ายกระโปรงรถยนต์ รวมยาบ้า 5 ล้านเม็ด เบื้องต้นได้ขยายผลตรวจยึดทรัพย์สิน มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน ปส.1 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 5 ก.ค.66 ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. ร่วมกันสืบสวนขยายผลจากการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในภารอีสาน ทราบว่า เครือข่ายนี้จะขนยาเสพติดล็อตใหญ่ไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ตอนใน จึงร่วมกันสืบสวนจับกุม จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ค.66 เวลาประมาณ 08.00 น. พบรถกระบะต้องสงสัย ทะเบียน ผว xxxx ขอนแก่น ขับขี่ผ่าน จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไป จ.มหาสารคาม และ จ.นครราชสีมา น่าเชื่อว่ามีการลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าตามข้อมูลที่มี จึงได้สกัดจับกุม ได้ที่บริเวณริมถนนมิตรภาพ ต.โตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา โดยมี นายอิสระ เป็นผู้ขับขี่ จากการตรวจค้นพบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่บริเวณท้ายกระบะติดตั้งตู้ทึบ จำนวน 15 กระสอบ จำนวน 6,000,000 เม็ด จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมยาเสพติดของกลาง รถกระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 ดำเนินคดีตามกฎหมาย และสืบสวนขยายผล เพื่อจับกุมบุคคลในเครือข่ายมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับเดือน มิ.ย.66 ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 18 คดี ผู้ต้องหา 30 คน ของกลาง ยาบ้า 18 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,983 กก., เฮโรอีน 46 กก. และ ยาอี 5,865 เม็ด โดยยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้นพนักงานสอบสวนจะส่งไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยที่กำหนดไว้ อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส.,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นยาเสพติดของกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการทำลายต่อไป

พ.ต.ท.วิชาญ ยศชู รอง ผกก.สืบสวน รรท.ผกก.สภ.บางสะพานน้อย ร่วมประชุม อบถ.เส้นทางถนนเพชรเกษม

สภ.บางสะพานน้อย

วันที่ 6 ก.ค.66 เวลา 10.00 น.
1.พ.ต.ท.วิชาญ ยศชู รอง ผกก.สืบสวน รรท.ผกก.สภ.บางสะพานน้อย
2.พ.ต.ท.วีระพล ลิ้มวัฒนานิมิตกุล รอง ผกก.สอบสวน
3.พ.ต.ท.ชาติ แสนทวีสุข รอง ผกก.ป.ฯ
4.พ.ต.ต.ธนูศักดิ์ แสงจันทร์ สวป.ฯ
ภาคีเครือข่ายประกอบด้วย
1.นายธีรวัฒน์ สุดจันทร์ นายก อบต.ช้างแรก
2.นายสุเทพ โต๊ะอิ๊ ปลัดอำเภอบางสะพานน้อย
3.นายอนุสรณ์ ผาใต้ หัวหน้าแขวงทางหลวงบางสะพาน
4.นายมนัส ชุมภูนุช หน.กู้ภัยสว่างประตูภาคใต้
ร่วมประชุม อบถ.เส้นทางถนนเพชรเกษม หลักกม.ที่ 408 ม.3 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์
เพื่อหาทางป้องกันและแนวทางแก้ไขการเกิดอุบัติเหตุ
ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สภ.บางสะพานน้อย

Design a site like this with WordPress.com
Get started