พ.ต.ท.วรภัทร รอง ผกก.ป. ทำลายอาวุธปืนเถื่อน

พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ – พ.ต.ท.หญิงชุติมา ศิริเมธาวี รอง ผกก.สส.สน.บางซื่อ ร่วมทำลายอาวุธปืน ของกลางที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียนจำนวน 15 กระบอก”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ แถลงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยถูกหลอกไปทำงานเมืองป๊อก เมียนมาสั่งดำเนินคดีนายหน้าหลอกคนไปทำงาน

จากกรณีเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.66 ได้มีญาติของผู้เสียหายได้ขอความช่วยเหลือกรณีกลุ่มผู้เสียหายจำนวน 5 คน ถูกหลอกไปทำงานค้าประเวณีที่เมืองป๊อก ประเทศเมียนมา ซึ่งหลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ให้กลับมายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.66 ที่ผ่านมา ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศพดส.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการนำตัวผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการกลไกส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือดูแลผู้เสียหายในช่วงระหว่างการดำเนินการ รวมทั้งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานค้าประเวณีดังกล่าวจนถึงที่สุด เบื้องต้นได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.แม่สาย ภ.จว.เชียงราย แล้ว
จากการซักถามข้อมูลจากผู้เสียหายทราบว่า กลุ่มผู้เสียหายแต่ละคนได้ถูกชักชวนผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อไปทำงานเป็นพีอาร์ที่ร้านอาหารในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา โดยให้เดินทางออกไปยังประเทศเมียนมาผ่านทางด่านแม่สาย จ.เชียงราย จากนั้นจะมีชาวเมียนมาขับรถมารับเพื่อเดินทางไปยังที่ทำงาน เมื่อถึงสถานที่ทำงานพบว่าถูกพามายังเมืองป๊อก ผู้เสียหายถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำงานค้าประเวณี ผู้เสียหายไม่อยากทำงานดังกล่าวจึงได้ขอกลับบ้าน แต่ผู้ควบคุมได้แจ้งว่าต้องนำเงินมาไถ่ตัวเองจำนวน 350,000 บาท กลุ่มผู้เสียหายจึงได้พยายามติดต่อญาติที่ประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือ จนสามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานดังกล่าวคือ น.ส.อุไรลักษณ์ หรือโมเม (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย จึงได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด พาหรือส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร ในส่วนของผู้เสียหายเบื้องต้นได้รับการดูแลของมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ในระหว่างดำเนินการ อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาต่อไป
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวหลังจากที่ได้รับข้อมูลว่ามีการขอความช่วยเหลือจากญาติของผู้เสียหายแล้ว ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานไทย-เมียนมา เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายให้กลับมายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นก็นำผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการกลไกส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อคัดแยกผู้เสียหายและให้การช่วยเหลือเยียวยาในลำดับแรก เบื้องต้นทั้งหมดเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และได้สืบสวนขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นนายหน้าหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานได้แล้ว 1 ราย เป็นคดีของ สภ.แม่สาย อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหา จากนี้จะให้ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการดำเนินคดีกลุ่มคนจีนและไทย ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรให้คนจีนพักอาศัย

โดยให้คนไทยเป็นนอมินี ดำเนินการจัดตั้งบริษัทเพื่อถือหุ้นแทน
จากกรณีสำนักข่าวและสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มทุนจีนกว้านซื้อที่ดินสร้างหมู่บ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงใหม่เป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการพักอาศัยของกลุ่มคนจีน ซึ่งเดิม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ และ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับโครงการหมู่บ้านจัดสรรชื่อ “โครงการหมู่บ้านฟ้าหลวง” ตั้งอยู่ที่ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการของ บริษัท ฟ้าหลวงการเกษตร จำกัด ในลักษณะให้คนไทย
เป็นนอมินี ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (สัญชาติจีน) โดยในทางคดีพนักงานสอบสวน สภ.สันกำแพง และ
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวแล้วนั้น จำนวน 8 ราย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา มีคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งให้ บริษัท ฟ้าหลวงการเกษตร จำกัด จัดการจำหน่ายที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำนวน 149 แปลง เนื้อที่ 44 ไร่ 84 ตารางวา ภายใน 180 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง นั้น
ต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการต่อเนื่องให้ตรวจสอบโครงการหมู่บ้านจัดสรร
ซึ่งมีลักษณะและพฤติการณ์คล้ายกัน โดยฝ่ายสืบสวน บก.ตม.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันตรวจสอบหมู่บ้านในโครงการ “รักเชียงใหม่” ตั้งอยู่ ต.บ้านแหวน อ.หางดง จว.เชียงใหม่ แบ่งออกเป็นที่ดินจำนวน 43 แปลง
เนื้อที่รวม 22 ไร่ 1 งาน 1.7 ตารางว่า โดยพบว่า โครงการหมู่บ้านดังกล่าวมีบริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เชียงใหม่ เจี่ยหยวนไถ่ จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด และ บริษัท อั่ย เชียงใหม่ ไทย จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทมาเพื่อกระทำนิติกรรมอำพรางในการถือครองที่ดิน โดยมีการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินทั้งแบบระยะยาวและแบบตลอดชีพให้กับคนจีนเพื่อสามารถอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวได้เสมือนเป็นเจ้าของที่ดินและบริหารกิจการโดยกลุ่มคนจีนที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเอง ส่วนบริษัทเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ทั้ง 2 บริษัท มีการใช้ชื่อคนไทยเป็นกรรมการบริษัท แต่ไม่มีอำนาจในการบริหารกิจการและการเงินของบริษัท
โดยมีการจดทะเบียนบริษัท ชื่อ บริษัท แกรนด์ โกลเด้น โกล จำกัด เพื่อใช้ในการถือหุ้นแทนคนจีนที่บริหาร
บริษัท เชียงใหม่ เจี่ยหยวนไถ่ จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด และ บริษัท อั่ย เชียงใหม่ ไทย จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด อยู่
ซึ่งฝ่ายสืบสวน บก.ตม.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รวบรวมพยานหลักฐานและเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.หางดง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น
-นิติบุคคล จำนวน 3 บริษัท ดังนี้
1. บริษัท แกรนด์ โกลเด้น โกล จำกัด
2. บริษัท เชียงใหม่ เจี่ยหยวนไถ่ จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด
3. บริษัท อั่ย เชียงใหม่ ไทย จงโย่วเซียน กงซือ จำกัด
บริษัทลำดับ 1 กล่าวหาว่า เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
ซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือ มิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และ
ให้ความช่วยเหลือ หรือ สนับสนุน ให้คนต่างด้าว ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์ฯ
บริษัทลำดับ 2, 3 กล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
-กลุ่มบุคคลต่างด้าว สัญชาติจีน จำนวน 4 ราย ดังนี้
1. Mr. WANG BEICHUAN (นายหวาง ใบจาน) – จับกุมแล้ว
2. Mr.JIANHUA ZHANG (นายเจียนหัว จาง) – จับกุมแล้ว
3. Mrs.CHEN FURONG (นางเชิน ฟู่หลง) – จับกุมแล้ว
4. Mr.LIU JUNBING (นายหลิว จิ้นปิง) – หลบหนี/ออกหมายจับ
ลำดับ 1 กล่าวหาว่า เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือ มิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยให้ความช่วยเหลือ หรือ สนับสนุน หรือ ร่วมประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์แก่คนต่างด้าวฯ
ลำดับ 2-4 กล่าวหาว่า เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือ มิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น
-กลุ่มคนไทย จำนวน 6 ราย ดังนี้
1. นายอนุพงษ์ฯ กรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท แกรนด์ โกลเด้นฯ
2. นายฤทธิชัยฯ ผู้ถือหุ้นบริษัท แกรนด์ โกลเด้นฯ (แจ้งข้อกล่าวหา)
3. น.ส.ธีรจราฯ ผู้ถือหุ้นบริษัท แกรนด์ โกลเด้นฯ (แจ้งข้อกล่าวหา)
4. น.ส.ดุษฎีฯ กรรมการและถือหุ้น (แจ้งข้อกล่าวหา) (แจ้งข้อกล่าวหา)
5. น.ส.วันทีย์ฯ ผู้ถือหุ้น (แจ้งข้อกล่าวหา)
6.. น.ส.สิริวรรณฯ กรรมการ (แจ้งข้อกล่าวหา)
ลำดับ 1-3 กล่าวหาว่า เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
ซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือ มิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และ
ให้ความช่วยเหลือ หรือ สนับสนุน ให้คนต่างด้าว ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์ฯ
ลำดับ 4-6 กล่าวหาว่า เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
ซึ่งรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือ มิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น
การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติออกหมายจับ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวต่างชาติไปแล้ว จำนวน 4 ราย ได้มีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหาคนไทยไปแล้วจำนวน 6 ราย ในส่วนของผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล พนักงานสอบสวน สภ.หางดง ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ในการดำเนินการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง พบว่าทั้งโครงการหมู่บ้านฟ้าหลวง และ โครงการหมู่บ้านรักเชียงใหม่ มีพฤติการณ์ให้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบกิจการแทนคนต่างด้าว
โดยจะมีการตรวจสอบทรัพย์สิน เส้นทางการเงินและจัดการจำหน่ายที่ดินเพื่อให้กลับมาเป็นของคนไทย และ
หากพบว่าทรัพย์สินที่ได้มานั้น เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งจะมีความผิดฐานฟอกเงิน จะได้ดำเนินการยึดทรัพย์ดังกล่าวต่อไป

ผบ.ตร.ผนึกกำลัง 20 กระทรวง พร้อมรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สื่อมวลชน กต.ตร.เปิดรณรงค์ “ร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง”

สร้างการรับรู้ร่วมกัน เตรียมเปิดระดมจัดหนักกวาดล้างจับกุมซิมม้า บัญชีม้า และขยายครูไซเบอร์ พร้อมเชิญชวนประชาชน ทำข้อสอบวัคซีนไซเบอร์ และบอกต่อ เพื่อหวังคนไทยได้รับวัคซีนทั่วถึง สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ตกเป็นเหยื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.66 เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลเอก ธิติชัย เทียนทอง เสนาธิการทหาร พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย เครือข่ายภาคเอกชนทั้งบริษัทน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และ สื่อมวลชน และ กต.ตร. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ ร่วมเปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. สืบเนื่องจาก คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “คดีออนไลน์” เป็นอาชญากรรมที่ส่งผลสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก แม้ว่า ตร.จะพัฒนาระบบแจ้งความออนไลน์ หรือร่วมผลักดัน พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.66 แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่ทำให้คดีลดน้อยลง

ผบ.ตร.เห็นว่า การที่จะป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ดีที่สุดนั้น คือการสร้างความรู้ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงของคนร้ายบนโลกออนไลน์ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะทำงานสร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีกิจกรรมโครงการณรงค์ต่างๆ ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมถึงโครงการรณรงค์ในวันนี้
“ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” มีส่วนราชการร่วมดำเนินการ หน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 20 กระทรวง ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงสาธารณสุข
หน่วยงานระดับกรม จำนวน 9 กรม ประกอบด้วย กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการ
ขนส่งทางบก กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการค้าภายใน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมสรรพากร
หน่วยงานอิสระ จำนวน 4 หน่วย ประกอบด้วย สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสมาคมธนาคารไทย
กองทุน จำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย และ สำนักงาน
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ห้างสรรพสินค้า จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ห้างสรรพสินค้าแมคโคร ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าน้ำมัน จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสโซ่(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ยังมี รัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 แห่ง สื่อมวลชน จำนวน 11 แห่ง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับ กองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ ทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์โครงการโดยมีมาตรการสำคัญดังนี้
1) ร่วมกับทุกภาคส่วนและ กต.ตร.ในการสร้างการรับรู้ ต้านภัยออนไลน์ โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระเดียวกันทุกหน่วยงานเป็น“ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” เพื่อสื่อสารข้อความดังกล่าวไปยังบุคคลากรในหน่วยงาน ประชาชนที่มาติดต่อราชการ หรือลูกค้าที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้า
2) ร่วมกับภาคการศึกษา อบรมให้ความรู้ภัยโกงทางไซเบอร์ พัฒนาหลักสูตรการเตือนภัยไซเบอร์ให้เหมาะสมกลุ่มเป้าหมายและอายุ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนต้านภัยไซเบอร์สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาในสถานบันการศึกษา
3)ร่วมกับภาคสื่อมวลชน นำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะรายละเอียดขั้นตอนการโกง เพื่อเป็นแนวทางการป้องกัน รวมทั้งสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความ ข่าว รูป ป้ายประชาสัมพันธ์ เนื้อหาเกี่ยวกับเตือนภัยออนไลน์ระหว่างออกอากาศของช่องสื่อ
4) ร่วมกับภาครัฐ ผลิตแอพไซเบอร์วัคซีน
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ยังสั่งการให้ทุกกองบัญชาการระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2566 โดยเฉพาะบัญชีม้า ซิมม้า ที่เป็นต้นตอสาเหตุ ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเปิดบัญชีม้า ซิมม้า หากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดจะมีโทษ
ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ใดเป็นธุระจัดหา โฆษณา ซื้อหรือขายบัญชีจะมีจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,0000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดบัญชีม้า ซิมม้า สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที
นอกจากนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนและกำหนดแนวทางการบังคับใช้ พ.ร.ก. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่ง ผบ.ตร. เป็นประธานอนุกรรมการ ได้มีการประชุมหารือร่วมกับธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เพื่อร่วมกำหนดมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ กำหนดเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจจะมีการกระทำความผิด ของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อระงับการทำธุรกรรม และส่งต่อข้อมูลกันเป็นระบบ ช่องทางติดต่อประสานงาน ทั้ง 21 ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และ ตร. พร้อมสั่งย้ำทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะการเพิ่ม ครูไซเบอร์ ให้เข้าถึงส่วนราชการ ภาคเอกชน สถานประกอบการ ร้านค้า ชุมชนต่าง เพื่อเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้ความรู้ประชาชน “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” พร้อมแนะนำให้ทำข้อสอบวัคซีน และบอกต่อคนอื่นๆ ให้ทำข้อสอบ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต้านภัยโกง ผบ.ตร.กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการรับแจ้งความออนไลน์ ผ่านศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 นับ

ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 พบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ จำนวน 287,122 คดี เฉลี่ยวันละกว่า 800 คดี รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 40,000 ล้านบาท มีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์มากที่สุดยังเป็นคดีเดิมๆ 5 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1) คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 2) คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3) คดีหลอกลวงให้กู้เงิน 4) หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ 5) คดีข่มขู่ทางทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (คอลเซ็นเตอร์)
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ แถลงข่าวเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ ในหลายวิธี หลายช่องทาง เพื่อให้ประชาชนได้มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ แต่ปรากฏว่ายังมีประชาชนตกเป็นเหยื่อของคนร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงพิจารณาแล้วว่าภัยอาชญกรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดำเนินการ จึงได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกสาร สื่อมวลชน และ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ทำพิธีเปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระสำคัญ เดียวกันคือ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง”
และขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ทำแบบทดสอบ วัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งได้รวบรวมมาจากกลโกงของคนร้ายและสิ่งที่ประชาชนควรรู้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์อีกทางหนึ่ง และขอให้บอกต่อเพื่อทำแบบทดสอบเพื่อให้มีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันภัยกันทุกคน และเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ เชื่อว่าไซเบอร์วัคซีนนี้ ถือเป็นวัคซีนที่ดี เมื่อได้รับภูมิแม้เพียงครั้งเดียว ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ต่อเนื่องตลอดไป ถ้าคนไทยทุกคนได้รับวัคซีนนี้อย่างทั่วถึง จะเป็นการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง http://www.เตือนภัยออนไลน์.com Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรสายด่วน 1441 “

“บิ๊กต่อ” ประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมการระงับเหตุของผู้ปฏิบัติงานสายงานป้องกันปราบปราม

วันนี้ (3 ก.ค.66) เวลา 08.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.(ปป) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมการระงับเหตุของผู้ปฏิบัติงานสายงานป้องกันปราบปราม (ครูแม่ไก่ (ก)) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (รุ่นที่ 2) พร้อมทั้งบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ "นโยบายงานป้องกันปราบปราม" โดยมี พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.ภ.7, ข้าราชการตำรวจสังกัด รร.นรต. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมเตมียาเวส รร.นรต. อ.สามพราน จว.นครปฐม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ นำประชาชนชาวสมุทรสาคร ร่วมปลูกต้นไม้ ปล่อยสัตว์น้ำ และปรับภูมิทัศน์ สร้างจิตสำนึก “โครงการจิตอาสาพัฒนา พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ”

วันนี้ (1 ก.ค.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานในพิธี ร่วมกับจังหวัดสมุทรสาคร ชมรมชาวปักษ์ใต้สมุทรสาคร ตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร นำประชาชนชาวสมุทรสาคร เข้าร่วมในโครงการจิตอาสาพัฒนา พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ โดยภายในงานนี้มี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายเอกชน ข้าราชการ นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชนจิตอาสา รวมกันกว่า 1,000 คน เข้าร่วมโครงการอย่างพร้อมเพรียง ณ พุทธมณฑลสมุทรสาคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จัดโครงการดังกล่าวเพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ ระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษาและต่อยอดพระราชกรณียกิจของพระราชบิดา

ภายในงานมีกิจกรรมหลายอย่างประกอบไปด้วย
(1) กิจกรรมปลูกต้นไม้ 1,020 ต้น ประกอบด้วยต้นชมพูพันธ์ทิพย์ ต้นเหลืองปรีดียาธร และต้นทองอุไร เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
(2) กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย ปลากะพงจำนวน 4,000 ตัว
(3) ปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด และเก็บวัชพืชในพื้นที่สวนสาธารณะ อีกทั้งครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์การเรียน และอาหารแห้งสำหรับเด็กจำนวน 50 ชุด ให้แก่ศูนย์เด็กเล็กทีปังกรการุณยมิตร อบต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อเป็นการสนับสนุนการดูแลเด็กเล็กให้กับชุมชนอำแพงต่อไป

นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากดำเนินโครงการจิตอาสาที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะรวมใจชาวปักษ์ใต้เพื่อสืบสานรักษาต่อยอดโครงการพระราชดำริ ยังเป็นการประกาศให้รู้ว่าชาวใต้รักในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้จัดโครงการจิตอาสานอกพื้นที่ภาคใต้ เพื่อขยายพื้นที่ให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อเป็นการสร้างความรักสามัคคี และยังเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชาวชุมชน ในครั้งนี้ได้เลือกพื้นที่ที่เป็นสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวสมุทรสาครใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ การมาปลูกป่า และปรับภูมิทัศน์นี้จะช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้กับสวนสาธารณะดังกล่าว เพื่อให้ชาวจังหวัดสมุทรสาครได้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปปง.ตร.พอใจผลการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฟอกเงิน ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ตอบโจทย์การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากการดำเนินคดีอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายคดี มักมีการเกิดอาชญากรรมรูปแบบของการฟอกเงินตามมา มีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดจำนวนมาก ซึ่งคดีในลักษณะนี้มีความแตกต่างจากคดีทั่วไป เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง ดังนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปปง.ตร. จึงได้อนุมัติให้ ศปปง.ตร.จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ขึ้น เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และมูลฐานความผิดที่เชื่อมโยงถึงการฟอกเงิน รวมถึงนายทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายอย่างจริงจังต่อเนื่องเด็ดขาด เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมต่อไป

ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปปง.ตร. จึงได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ประจำปีพุทธศักราช 2566 ขึ้น 2 รุ่น โดยรุ่นแรก วันที่ 19-22 มิถุนายน 2566 และรุ่นที่ 2 วันที่ 27-30 มิถุนายน 2566 โดยมีข้าราชการตำรวจจากหน่วยต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้ารับการฝึกอบรม รุ่นละ 116 ราย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.

วันนี้ (30 มิ.ย.66) เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศปปง.ตร. เป็นประธานปิดโครงการ ฯ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช 2542 ประจำปีพุทธศักราช 2566 รุ่นที่ 2 พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม ณ ห้องประชุม โรงแรมคลาสสิก คามีโอ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากตำรวจภูธรภาค 3 , ภาค 4 , ภาค 5 , ภาค 5 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งสิ้นจำนวน 116 นาย

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ศักดิ์ศิรา กล่าวว่า ศปปง.ตร.ได้รายงานผลการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศปปง.ตร. ซึ่ง ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. พอใจผลการฝึกอบรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง มั่นใจว่าข้าราชการตำรวจที่ผ่านการอบรมทุกนาย จะนำความรู้ดังกล่าวไปเสริมสร้างทักษะในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นครูต้นแบบที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับข้าราชการตำรวจในหน่วยงานสังกัดของตนต่อไป


สุดยิ่งใหญ่ เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า 2023 ผาเก็บตะวัน วังน้ำเขียว ผบช.ทท.และอธิบดี ทท. ร่วมยิงหนังสติ๊กสร้างสถิติมากที่สุดในประเทศไทย มุ่งสร้างจิตสำนึกเยาวชนคนรุ่นใหม่ หวังช่วยดูแลผืนป่ามรดกโลก

วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ที่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจโท สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายสมภพ มุกดาสนิท นายอำเภอวังน้ำเขียว นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน นายสุรชิต แวงโสธรณ์ ผอ.สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน กรมการท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง ชมรมจักรยานเพื่อการท่องเที่ยววังน้ำเขียว ชมรมฮักเขาใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยวนครราชสีมา ตำรวจวังน้ำเขียว ตำรวจอุดมทรัพย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนในอำเภอวังน้ำเขียว กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า และสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช รวมประมาณ 1,000 คน

โดยทั้งหมด ร่วมเปิดงาน เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า 2023 ปีที่ 2 ซึ่งอำเภอวังน้ำเขียว ได้สร้างปรากฏการณ์ของโลกเป็นปีที่ 2 ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร คือ การยิงหนังสติ๊กมากที่สุดในประเทศไทยและของโลก โดยการชวนเด็กเยาวชน นักเรียน ชาวบ้าน มุ่งสร้างจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ช่วยกันดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ปลูกป่ามรดกโลกทับลาน และพื้นที่สงวนชีวมณฑล ป่าสะแกราช

พลตำรวจโท สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมปีนี้ เป็นปีที่ 2 แล้ว ที่ได้รับความร่วมมือของภาครัฐ และภาคเอกชน ชมรมฯ เครือข่าย จัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อร่วมกันดูแลผืนป่าทับลาน สองดินแดนมรดกโลก คือเขาใหญ่-ดงพญาเย็น และพื้นที่สงวนชีวมณฑล ที่โคราชพึ่งได้รับการประกาศจากยูเนสโก ให้เป็นพื้นที่อุทยานธรณีวิทยาโลก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ในช่วงหน้าฝน ปลูกฝั่งให้เด็กเยาวชนดูแลพื้นป่า อีกด้วย

ด้าน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศ ด้วยการใช้กิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ และดูแลผืนป่า ปลูกฝังให้เด็กเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ คือ ต้นแบบของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนเชิงนิเวศ ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชุมชน ในช่วงหน้าฝน อีกด้วย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ แถลงความคืบหน้าคดี “แอม ไซยาไนต์”ดำเนินคดี 15 คดีพร้อมดำเนินคดีเพิ่มอีก 2 ราย

จากกรณีเมื่อวันที่ 14 เม.ย.66 พบผู้เสียชีวิตคือ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ เสียชีวิตในพื้นที่ สภ.บ้านโป่ง ภ.จว.ราชบุรี ซึ่งต่อมาสามารถจับกุม นางสรารัตน์ หรือแอม ดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขยายผลจนทราบว่า นางสรารัตน์ฯ ได้มีพฤติกรรมในการวางแผนฆ่าเหยื่อจำนวนหลายราย โดยประสงค์ต่อทรัพย์สินและหวังปลดหนี้ที่เอามาจากผู้ตาย ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สืบสวนขยายผลการก่อเหตุของ นางสรารัตน์ฯ ทั้งหมด ซึ่งต่อมาได้มีการตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันระหว่าง น., ภ.4, ภ.7 และ บก.ป. เพื่อร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานในการสืบสวนคดีการฆาตกรรมเหยื่อทั้งหมด ซึ่งขณะนี้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนสามารถสรุปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของ นางสรารัตน์ฯ ได้ทั้งหมด 15 คดี มีรายละเอียดดังนี้

รายที่ 1 น.ส.มณฑาทิพย์ ขาวอินทร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ก.ค.58 ภายในคอนโดพื้นที่ สน.ทองหล่อ รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ ตั้งแต่ช่วงที่อยู่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดย นางสรารัตน์ฯ เสนอตัวช่วยดูแลอาคารปล่อยเช่าให้ในระหว่างที่ผู้ตายเดินทางไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ และจะขับรถไปรับที่สนามบินทุกครั้งที่กลับไทย ในวันเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ได้ขับรถไปรับผู้ตายที่สนามบิน แล้วนำมาส่งที่คอนโดที่พัก ก่อนจะพบเสียชีวิตในวันต่อมา นอกจากนี้พบว่า นางสรารัตน์ฯมีการเอาเงินจากผู้ตายไป รวมถึงทรัพย์สินภายในอาคารปล่อยเช่าได้สูญหายไปหลังจากผู้ตายเสียชีวิต

รายที่ 2 น.ส.นิตยา แก้วบุบผา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ส.ค.63 ภายในห้องพักพื้นที่ สภ.โพรงมะเดื่อ ภ.จว.นครปฐม ก่อนเสียชีวิต ผู้ตายกับ นางสรารัตน์ฯ ได้มีการนำรถยนต์ไปจำนำจนได้เงินมาจำนวน 150,000 บาท จากนั้นนางสรารัตน์ฯ ได้ขับรถมารับผู้ตายออกไปรับประทานอาหาร แล้วกลับมาส่งที่ห้องพัก และพบผู้ตายเสียชีวิตในบ้านพักในวันต่อมา โดยเงินจากการจำนำรถดังกล่าวได้สูญหายไป หลังเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ยังให้สามีของผู้ตายนำเงินจำนวน 150,000 บาท ไปไถ่รถคืนและเอารถยนต์คันที่ผู้ตายใช้สอยไปเป็นของตนเอง

รายที่ 3 น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พ.ย.63 ที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.เมืองมุกดาหาร รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากเล่นแชร์วงเดียวกัน และเป็นภรรยาตำรวจเหมือนกัน ก่อนเสียชีวิต ผู้ตายได้ทวงเงินค่าแชร์จำนวน 600,000 บาทจาก นางสรารัตน์ฯ แต่ไม่ได้รับการชำระแต่อย่างใด ต่อมา นางสรารัตน์ฯ ได้ส่งยาลดความอ้วนซึ่งปลอมปนสารพิษไซยาไนด์มาให้ผู้ตายทางไปรษณีย์ ผู้ตายทานยาดังกล่าวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 4 น.ส.ดาริณี เทพทวี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.63 ภายในบ้านพักพื้นที่ สภ.สามพราน ภ.จว.นครปฐม รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ จากการที่พักอาศัยอยู่ใกล้กัน เนื่องจากสามีเป็นข้าราชการตำรวจด้วยกัน และเล่นวงแชร์รวมถึงมีการกู้ยืมเงินด้วยกัน ซึ่ง นางสรารัตน์ฯ เป็นหนี้ผู้ตายอยู่ 60,000 บาท ก่อนเสียชีวิต นางสรารัตน์ฯ ขับรถมารับผู้ตายไปรับประทานข้าวมันไก่ที่ตลาดสามพราน ต่อมาผู้ตายมีอาการแน่นหน้าอก นางสรารัตน์ฯ จึงพามาส่งบ้าน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 5 นายสุรัตน์ ทรพับ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ม.ค.64 ที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.ลูกแก ภ.จว.กาญจนบุรี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ก่อนเสียชีวิต นางสรารัตน์ฯ ได้ยืมเงินของผู้ตายไป 60,000 บาท จากนั้นนางสรารัตน์ฯ ได้ขับรถยนต์มารับผู้ตายออกไปรับประทานอาหารที่ร้านกาแฟ ก่อนจะพากลับมาส่งที่บ้าน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 6 ร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 ส.ค.65 นอนเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์ของตนเองบนถนนในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ จากการเล่นวงแชร์วงเดียวกัน และมีการยืมเงินจากผู้ตาย ก่อนเสียชีวิต ผู้ตายได้มีการโอนเงินให้กับ นางสรารัตน์ฯ จำนวน 150,000 บาท จากนั้นนางสรารัตน์ฯ ได้พาผู้ตายไปดูดวงที่ จ.สมุทรสาคร และรับประทานอาหารด้วยกัน ก่อนที่ผู้ตายจะขับรถไปส่งนางสรารัตน์ฯ ที่บ้านพัก และพบผู้ตายเสียชีวิตในรถในเวลาต่อมา

รายที่ 7 น.ส.รสจรินทร์ นิลน้อย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค.65 ที่ร้านขายผักในตลาดสดมหาชัย พื้นที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากอยุ่ในวงแชร์ของ นางสรารัตน์ และถูกนางสรารัตน์ฯ กู้ยืมเงินบ่อยครั้ง ก่อนเสียชีวิต นางสรารัตน์ฯ ได้ยืมเงินผู้ตายอีกจำนวน 60,000 บาท จากนั้น นางสรารัตน์ฯ ได้ขับรถมาหาผู้ตายที่ตลาด และซื้อสลัดมาให้ จากนั้นผู้ตายได้นั่งกินสลัดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 8 นางจันทร์รัตน์ วงศ์ไกรสิน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 ส.ค.65 ที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.ชะอำ เพชรบุรี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจาก นางสรารัตน์ฯ ได้หลอกลวงให้ผู้ตายเอาเงินมาปล่อยกู้ ก่อนเสียชีวิต ผู้ตายได้มีการนัดพบกับ นางสรารัตน์ฯ ที่ปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน และได้ทานยาจาก นางสรารัตน์ฯ อ้างว่าช่วยรักษาอาการลองโควิด จากนั้นจึงได้กลับมาที่บ้านและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 9 นางมณีรัตน์ พจนารถ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย.65 ที่ตลาดนครปฐมในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ มาประมาณ 3-4 ปี เนื่องจาก นางสรารัตน์ฯ เป็นญาติของคนรู้จัก และได้มายืมเงินของผู้ตายไปปล่อยกู้ต่อ โดยจะได้ดอกเบี้ยในอัตราสูง ก่อนเสียชีวิต นางสรารัตน์ฯ ได้นัดผู้ตายไปพบที่ตลาดนครปฐม ก่อนจะล้มหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายที่ 10 น.ส.กะณิกา ตุลาเดชารัตน์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 ก.ย.65 ที่ร้านกาแฟภายในปั๊มน้ำมัน พื้นที่ สภ.โพธาราม ภ.จว.ราชบุรี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจาก นางสรารัตน์ฯ ได้หลอกลวงให้ผู้ตายนำเงินไปไถ่ทองจากโรงรับจำนำ เพื่อนำไปขายต่อทำกำไรจำนวน 650,000 บาท วันเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ได้ชวนผู้ตายไปไถ่ทองจากโรงรับจำนำ จากนั้นได้พาผู้ตายมาที่ร้านกาแฟที่เกิดเหตุ ก่อนจะล้มลงหมดสติและเสียชีวิต โดยที่ทองที่ไปไถ่มานั้นสูญหายไปด้วยพร้อมกับโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย

รายที่ 11 น.ส.กานติมา แพสะอาด มีอาการเจ็บป่วยเมื่อวันที่ 23 ก.ย.65 ที่หน้าร้านหมูกระทะ พื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี โดยเกิดอาการหลังจากพบกับ นางสรารัตน์ฯ ที่ห้างโรบินสัน จ.กาญจนบุรี โดย นางสรารัตน์ฯ ได้นำยาแคปซูลมาให้กินอ้างว่าเป็นยาแก้ไอพร้อมกับน้ำส้ม 1 ขวด หลังดื่มกินแล้ว ได้ขับรถออกจากห้าง แต่ไม่นานก็เกิดอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก จนต้องโทรเรียกรถพยาบาล และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจนหายดี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากสามีของทั้งสองคนเป็นตำรวจจบ นรต.รุ่นเดียวกัน และกู้ยืมเงินอีกจำนวน 250,000 บาท หลังเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ยังได้นำยาแคปซูลซึ่งอ้างว่าเป็นยาลดน้ำหนักมาให้ตนอีก 1 กล่อง แต่ยังไม่ได้ทาน ต่อมาได้มีการตรวจพบสารพิษไซยาไนด์ปลอมปนอยู่ในแคปซูลยาดังกล่าว

รายที่ 12 น.ส.ผุสดี สามบุญมี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พ.ย.65 ที่บ้านพักในพื้นที่ สภ.ดอนตูม ภ.จว.นครปฐม รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจาก นางสรารัตน์ฯ เล่นแชร์วงเดียวกัน และได้กู้ยืมเงินของผู้ตายนำไปปล่อยกู้ต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งนางสรารัตน์ฯ ยังค้างชำระหนี้ให้กับผู้ตาย คืนก่อนเสียชีวิต ผู้ตายได้มีการนัดพบกับ นางสรารัตน์ฯ ก่อนจะกลับบ้าน และพบนอนเสียชีวิตในเช้าวันต่อมา

รายที่ 13 นายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 มี.ค.66 ภายในห้องพักพื้นที่ สภ.เมืองอุดรธานี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากทั้งสองได้คบหาในเชิงชู้สาวกัน และได้มีการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ที่ จ.อุดรธานี ก่อนเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ได้เดินทางมานอนค้างคืนกับผู้ตาย เพื่อเดินทางไปทำบุญวันเกิดของ นางสรารัตน์ฯ ในวันเกิดเหตุ และได้มีการแวะปั๊มน้ำมัน จากนั้น นางสรารัตน์ฯ ได้มีการให้ผู้ตายทานยาอ้างว่าเป็นยารักษาริดสีดวง จนผู้ตายเกิดอาการแน่นหน้าอก และล้มลง นำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ นางสรารัตน์ฯ ยืนยันจะนำตัวผู้ตายออกจากโรงพยาบาลกลับไปดูแลที่บ้าน จนผู้ตายเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดย นางสรารัตน์ฯ ซึ่งอ้างตัวเป็นภรรยาไม่อนุญาตให้มีการผ่าชันสูตรศพในเวลานั้น นอกจากนี้ ทรัพย์สินต่างๆของผู้ตาย เช่น สร้อยคอทองคำ, สร้อยข้อมือทองคำ, รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นถูกผู้ต้องหาเอาไป

รายที่ 14 พ.ต.ต.หญิง นิภา แสงจันทร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เม.ย.66 พบเสียชีวิตอยู่ที่องค์พระปฐมเจดีย์ พื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ เนื่องจากมีบ้านพักอยู่ใกล้กันที่ จ.นครปฐม และ นางสรารัตน์ฯ ได้ยืมเงินผู้ตายหลายครั้ง ก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายได้มีการเบิกเงินสดจำนวน 140,000 บาท ออกมาและนำมามอบให้ นางสรารัตน์ฯ เพื่อวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่ง และไปทานข้าวด้วยกันที่องค์พระปฐมเจดีย์ ก่อนจะพบหมดสติเสียชีวิตโดยเงินจำนวนดังกล่าวหายไป

รายที่ 15 น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 เม.ย.66 พบเสียชีวิตที่ศาลาประชาคมบ้านโป่ง พื้นที่ สภ.บ้านโป่ง ภ.จว.ราชบุรี รู้จักกับ นางสรารัตน์ฯ โดย นางสรารัตน์ฯ ได้มีการชักชวนมาเล่นแชร์ โดยมีการโอนเงินให้ นางสรารัตน์ เป็นเงิน 20,000 บาท ก่อนเสียชีวิต นางสรารัตน์ฯ ได้ขับรถพาผู้ตายไปที่ท่าน้ำบ้านโป่ง เพื่อไปปล่อยปลา ก่อนจะล้มลงหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยหลังเกิดเหตุ นางสรารัตน์ฯ ได้นำกระเป๋าถือพร้อมเงินสด 50,000 บาทของผู้ตายไปด้วย
สำนวนคดีทั้ง 15 คดีนั้น ได้มีการสอบปากคำพยานมากกว่า 900 ปาก มีเอกสารเกี่ยวกับคดีทั้งหมดมากถึง 26,500 แผ่น

โดยมีการดำเนินคดีผู้ต้องหารวมจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย

  1. นางสรารัตน์ (15 คดี)
    ความผิดฐาน พยายามฆ่าผู้อื่นฯ และฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอื่น เพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภค บริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพ หรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายฯ
  2. พ.ต.ท.วิฑูรย์ (1 คดี)
    ความผิดฐาน เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด
  3. น.ส.ธันย์นิชา (1 คดี)
    ความผิดฐาน เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด
    นอกจากนี้ ในส่วนของผู้จัดจำหน่ายสารไซยาไนต์ในล็อตที่นางสรารัตน์ฯ ได้สั่งซื้อออนไลน์และนำไปก่อเหตุดังกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางดังกล่าวไว้ได้นั้น เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลหาผู้ที่จัดจำหน่ายสารอันตรายดังกล่าว เพื่อจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ กล่าวว่า คดีดังกล่าว ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอีกคดีหนึ่ง ที่ผู้ต้องหามีการวางแผนฆาตกรรมเหยื่อมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี ใช้การวางยาพิษเพื่อให้เหยื่อเสียชีวิตในลักษณะเหมือนการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย ด้วยภาวะการทำงานของหัวใจล้มเหลว เพื่อมิให้ญาติผู้ตายพบข้อพิรุธสงสัย โดยหวังเอาทรัพย์สินจากเหยื่อ หรือเพื่อประโยชน์ในการล้างหนี้ที่เคยหยิบยืมกันมา ในคดีนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน กระทำด้วยความละเอียดรอบคอบและพยายามแสวงหาพยานหลักฐานมาให้ได้มากที่สุด เนื่องจากหลายเหตุการณ์ผ่านมาเป็นระยะเวลาหลายปี อาจมีความยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ได้ทำอย่างเต็มที่จนมีพยานหลักฐานมากพอ สามารถสั่งฟ้องดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้

รองต่อศักดิ์ ผนึกกำลัง 4 ประเทศ สร้างความปลอดภัย “ลุ่มแม่น้ำโขง”

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับผู้แทนจากประเทศจีน เมียนมาร์ และ ลาว ปฏิบัติการลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายตามแนวแม่น้ำโขง มุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รักษาความปลอดภัยและความมั่นคงเส้นทางการเดินเรือ

วันนี้ (29 มิ.ย.66) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะผู้แทนตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ธนธัช น้อยนาค ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 เข้าร่วมสังเกตการณ์ “การปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ” ร่วมกับคณะผู้แทนจาก 3 ประเทศประกอบด้วย Mr. Yue Xiuhu รองผู้ว่าราชการมณฑลยูนนาน/หัวหน้าคณะฝ่ายจีน นายบุญธรรม หัวหน้าคณะฝ่ายลาว และ นาย ชิน เม่า โหลน หัวหน้าคณะฝ่ายเมียนมาร์ ณ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน การปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ มีระยะเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2566 มีกิจกรรมประกอบไปด้วย การสาธิตการฝึก ณ กองกำกับตำรวจปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจคุณหมิง , การสาธิตการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษในการตรวจหายาเสพติด จากกองบัญชาการลาดตระเวนทางน้ำ เมืองจิ้นหง สิบสองปันนา โดยสำหรับการลาดตระเวนทางน้ำนั้น คณะผู้แทนจาก 4 ประเทศ ได้ร่วมลงเรือลาดตระเวน จากท่าเรือจิ้นหง สิบสองปันนา ถึงท่าเรือบ้านมอม แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีกำลังเรือตรวจการณ์ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากทั้ง 4 ประเทศ เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า ตลอดห้วง 4 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของทั้ง 4 ประเทศ ร่วมกันปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท ส่งผลให้การลาดตระเวนประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งนอกจาก จะสามารถปราบปรามและสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เช่น กระบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบค้าของเถื่อน การข้ามแดนผิดกฎหมาย รวมทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้แล้ว ยังได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้ประชาชนในพื้นที่ตามแนวแม่น้ำโขง มีความปลอดภัย และส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุนอีกด้วย “การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอขอบคุณไปยังคณะผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยสอดส่องดูแลและแจ้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ นับเป็นการประกอบกำลังของทุกประเทศอย่างสมบูรณ์ ครบวงจร และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน” การลาดตระเวนตามแนวแม่น้ำโขง ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 130 โดยเป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศ ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 11 ปี

Design a site like this with WordPress.com
Get started